นโยบายต่อต้านการติดสินบนและการทุจริต

นโยบายต่อต้านการติดสินบนและการทุจริต

1. แถลงนโยบาย

บริษัทให้คำมั่นสัญญาว่าจะดำเนินธุรกิจทั้งหมดของบริษัทด้วยความซื่อสัตย์, มีจริยธรรม, และเป็นมืออาชีพในทุกที่ที่บริษัทดำเนินธุรกิจ นโยบายต่อต้านการติดสินบนและการทุจริต (“นโยบาย”) จัดทำขึ้นเพื่อแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความมุ่งมั่นดังกล่าว

  • เรามุ่งมั่นที่จะดำเนินธุรกิจอย่างมีจริยธรรมและซื่อสัตย์, และมุ่งมั่นที่จะดำเนินการและบังคับใช้ระบบที่ป้องกันการติดสินบน เรามีความอดทนเป็นศูนย์ต่อกิจกรรมการติดสินบนและการทุจริต เรามุ่งมั่นที่จะปฏิบัติหน้าที่อย่างมืออาชีพ, ยุติธรรม, และซื่อสัตย์ในการติดต่อทางธุรกิจและความสัมพันธ์ทั้งหมด, โดยไม่คำนึงถึงประเทศที่เราดำเนินธุรกิจ
  • เราจะปฏิบัติตามกฎหมายทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการต่อต้านการติดสินบนและการทุจริตอย่างต่อเนื่องในทุกเขตอำนาจศาลของประเทศที่เราดำเนินธุรกิจ เราผูกพันตามกฎหมายของประเทศไทย. และปฏิบัติตามข้อกำหนดของ ISO 37001:2016 เกี่ยวกับระบบการจัดการต่อต้านการติดสินบน, โดยคำนึงถึงการปฏิบัติของเราทั้งในและต่างประเทศ
  • เราตระหนักดีว่าการติดสินบนและการทุจริตมีโทษจำคุกหลายปีและปรับ หากพบว่าบริษัทของเรามีส่วนร่วมในกิจกรรมที่ทุจริต เราอาจต้องเสียค่าปรับไม่จำกัด, ถูกแยกออกจากการประมูลสัญญาสาธารณะ, และเผชิญกับความเสียหายร้ายแรงต่อชื่อเสียงของเรา ด้วยเหตุนี้, เราจึงมุ่งมั่นที่จะป้องกันการติดสินบนและการทุจริตในธุรกิจของเรา และปฏิบัติตามความรับผิดชอบทางกฎหมายอย่างจริงจัง

2. ขอบเขต

นโยบายนี้ใช้ในทุกประเทศและภูมิภาคที่บริษัทดำเนินงาน และใช้กับบุคคลทุกคนที่ทำงานในทุกระดับในบริษัท รวมถึงฝ่ายอื่นๆ ที่ร่วมมือกับบริษัท

3. คำนิยาม

การให้สินบนเกิดขึ้นเมื่อบุคคลหรือนิติบุคคลเสนอ, จ่าย, หรือรับเงิน, ของขวัญ, หรือผลประโยชน์อื่นๆ ให้กับ/จากบุคคลที่สามเพื่อมีอิทธิพลต่อผลลัพธ์ทางธุรกิจหรือผลประโยชน์ส่วนตัวของอีกฝ่ายหนึ่ง

4. บทความนโยบาย

  1. ไม่รับหรือรับของขวัญใดๆ ในรูปแบบใดๆ จากบุคคลที่สาม
  2. ไม่เสนอหรือโอนของขวัญใดๆ ในรูปแบบใดๆ ให้กับบุคคลที่สาม
  3. ไม่ให้, โอน, สัญญา, หรือเสนอของขวัญ, เงิน, คำเชิญ, บริการ, หรือการต้อนรับใด ๆ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือบุคคลภายนอกเพื่อวัตถุประสงค์ใด ๆ
  4. เพื่อรายงานข้อเสนอหรือการโอนของขวัญ, การเชิญเงิน, บริการ, หรือการต้อนรับแก่พนักงาน, รวมถึงการกระทำที่น่าสงสัยหรือการกระทำที่แท้จริงของการติดสินบนหรือการทุจริต
  5. รับทราบว่าการป้องกัน, การตรวจจับ, และการรายงานการกระทำใดๆ ที่พยายามทำ หรือการกระทำที่แท้จริงของการให้สินบนและการทุจริตเป็นความรับผิดชอบของพนักงาน
  6. รับทราบว่าพนักงานที่ฝ่าฝืนนโยบายนี้จะถูกลงโทษทางวินัย ซึ่งอาจส่งผลให้เลิกจ้างได้
  7. ยอมรับว่าต้องอ่านนโยบายนี้ควบคู่กับจรรยาบรรณของบริษัท

5. การตรวจสอบ

บริษัทจะประเมินนโยบายทั้งหมดเป็นระยะๆ รวมถึงนโยบายต่อต้านการติดสินบนและการทุจริตและนโยบายที่เกี่ยวข้องกับระบบการรายงาน เพื่อให้มั่นใจถึงการนำไปปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ ฝ่ายควบคุมคุณภาพจะรายงานต่อกรรมการผู้จัดการเกี่ยวกับการบังคับใช้นโยบายนี้, และจะดำเนินการอย่างน้อยปีละครั้ง

6. ระบบรายงานการประพฤติมิชอบ

ระบบ Canary เพื่อรายงานการประพฤติมิชอบ เป็นกลไกการส่งรายงานที่ผู้ใช้สามารถเข้าถึงได้จากภายในและภายนอก รวมถึงพนักงาน ลูกค้า ซัปพลายเออร์ และอื่น ๆ ระบบนี้จะดำเนินการรายงานด้านพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม หรือการละเมิดที่กระทำโดยพนักงาน ไม่ว่าจะเป็น การฉ้อโกง ความไม่ซื่อสัตย์ การละเมิดกฎหมาย การละเมิดจรรยาบรรณทางด้านธุรกิจของบริษัท การละเมิดระเบียบบังคับ หรือการมีผลประโยชน์ทับซ้อน

ข่าวล่าสุด

japan whistleblowing ระบบการแจ้
Articles

เจาะลึกระบบการแจ้งเบาะแสยุคใหม่ในประเทศญี่ปุ่น: สุดยอคู่มือแห่งยุคสมัย!

ในเดือนมิถุนายนปี 2022 ประเทศญี่ปุ่นเข้าสู่ยุคใหม่แห่งความโปร่งใสและความรับผิดชอบต่อระบบการดำเนินงานภายในองค์กร โดยได้มีการเพิ่มข้อกำหนดด้านระเบียบการเกี่ยวกับ กฎหมายการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส (Whistleblower Protection Act -WPA) กฎระเบียบใหม่เหล่านี้กำหนดให้มีการจัดตั้งระบบการแจ้งเบาะแสการกระทำผิดภายในบริษัท โดยมีจุดประสงค์เพื่อปกป้องพนักงานที่รายงานการกระทำผิด การทุจริต และการละเมิดกฎหมายอื่นๆที่กำหนด ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการก่อตั้ง และยกระดับความซื่อสัตย์ภายในองค์กรของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งรวมถึงธุรกิจของญี่ปุ่นที่ดำเนินกิจการในต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทของญี่ปุ่นในประเทศไทย ข้อบังคับกฎหมายเพื่อการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส ข้อสำคัญของกฎหมายคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส  (WPA) ที่ได้รับการปรับปรุงคือการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่มุ่งเน้นให้ความสำคัญของความซื่อสัตย์ และให้อำนาจแก่พนักงานในการรายงานการกระทำผิดโดยไม่ต้องเกรงกลัวว่าจะถูกตำหนิ หรือกังวลถึงผลกระทบด้านอื่นๆ ที่สืบเนื่องจากการแจ้งเบาะแส และยังกำหนดให้บริษัทที่มีจำนวนพนักงานมากกว่า 300 คนขึ้นไป มีความจำเป็นที่จะต้องสร้างระบบการแจ้งเบาะแสภายในในองค์กร และในขณะเดียวกันการใช้ระบบการแจ้งเบาะแสยังคงถูกแนะนำในกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองข้อมูลของผู้แจ้งเบาะแสอีกด้วย นอกจากนี้ประเทศญี่ปุ่นยังเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นต่อการสร้างความโปร่งใสภายในองค์กรและการดำเนินธุรกิจตามหลักธรรมาภิบาล โดยการบังคับให้บริษัทต่างๆ สร้างระบบการแจ้งเบาะแสการกระทำผิดภายในองค์กร โดยข้อกำหนดนี้ไม่เพียงแต่ส่งเสริมการกำกับดูแลกิจการ แต่ยังช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นของนักลงทุนและยังส่งเสริมการเติบโตที่ยั่งยืนทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อช่วยให้การปรับใช้ระบบแจ้งเบาะแสเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพในธุรกิจต่างๆ ทางสำนักงานกิจการผู้บริโภค (Consumer Affairs Agency - CAA) ได้ออกแนวทางปฏิบัติที่ครอบคลุม โดยได้นำเสนอข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการแต่งตั้งบุคลากรผู้รับผิดชอบการรับเรื่องรายงาน การจัดตั้งระบบภายใน การคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส และรับรองกระบวนการทำงานของกลไกระบบการแจ้งเบาะแส ในขณะเดียวกันยังได้มีการกำหนดขอบเขตการปฏิบัติตามกฎระเบียบและให้มีความยืดหยุ่นของระบบ เพื่อให้เป็นที่รับทราบว่าระบบการแจ้งเบาะแสอาจมีความแตกต่างกันไปตามปัจจัยขององค์กรและความคาดหวังทางสังคมของแต่ละพื้นที่ ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต ผลกระทบต่อธุรกิจญี่ปุ่นในประเทศไทย ประเทศไทยถือเป็นประเทศที่มีรากฐานธุรกิจจากประเทศญี่ปุ่นเป็นจำนวนมาก โดยมีการแลกเปลี่ยนรูปแบบทวิภาคีในเชิงธุรกิจที่แข็งแกร่งและมีความยืดหยุ่น การดำเนินการตามกฎระเบียบการแจ้งเบาะแสของประเทศญี่ปุ่นมีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบกับบริษัทญี่ปุ่นที่ดำเนินธุรกิจอยู่ในประเทศไทย ซึ่งธุรกิจเหล่านี้จำเป็นต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับข้อกำหนดใหม่เพื่อให้มั่นใจว่ามีการจัดตั้งกลไกของระบบการแจ้งเบาะแสที่มีประสิทธิภาพภายในบริษัทที่อยู่ใต้เครือข่ายการบริหารธุรกิจจากประเทศญี่ปุ่นและมีบริษัทสาขาอยู่ในประเทศไทย ซึ่งรวมถึงการแต่งตั้งบุคลากร การสร้างระบบภายใน...

pdpa thailand
Articles

แนวทางปฏิบัติในการป้องกันข้อมูล: ผลกระทบของการบังคับใช้กฎหมาย PDPA เพิ่มเติมที่มีต่อบุคคลและธุรกิจในประเทศไทย

ในยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีเชื่อมโยงข้อมูลเข้าด้วยกัน การปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลกลายเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง กฎหมายพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (Personal Data Protection Act หรือ PDPA) จึงถือกำเนิดขึ้นและมีผลบังคบใช้ในประเทศไทยเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2565 PDPA เป็นก้าวสำคัญในการยกระดับความปลอดภัยของข้อมูลและปกป้องสิทธิส่วนบุคคลของผู้เป็นเจ้าของข้อมูล ผลกระทบของ PDPA ต่อความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและธุรกิจ PDPA ไม่ได้กำหนดเพียงมาตรฐานความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลเท่านั้น แต่มีบทบัญญัติที่ส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลและแนวทางปฏิบัติในการจัดการข้อมูลดังกล่าวอีกด้วย  ภายใต้ PDPA เจ้าของข้อมูลมีอำนาจควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลของตนเองมากขึ้น ตั้งแต่ข้อมูลขั้นพื้นฐานไปจนถึงข้อมูลละเอียดอ่อนที่สามารถระบุถึงตัวตนได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น บันทึกทางการแพทย์ ศาสนา และประวัติอาชญากรรม ปัจจุบันธุรกิจต่าง ๆ ต้องมีมาตรการจัดการข้อมูลส่วนบุคคลที่เข้มงวดและรัดกุมยิ่งขึ้นตามคำสั่งของหน่วยงานกำกับดูแล โดยจำเป็นต้องได้รับความยินยอมเป็นลายลักษ์อักษร (Consent Letter) จากเจ้าของข้อมูลก่อนกระทำการรวบรวม จัดเก็บ เผยแพร่ หรือกำจัดข้อมูลใด ๆ จดหมายยินยอมนี้ต้องระบุวัตถุประสงค์ในการประมวลผลข้อมูลอย่างชัดเจน เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและแสดงถึงความรับผิดชอบขององค์กรที่มีต่อข้อมูลเหล่านั้น นอกจากนี้ ธุรกิจต่างๆ ต้องจัดทำนโยบายการปกป้องข้อมูลที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับการดำเนินงานของบริษัท นโยบายเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นกรอบการทำงานเพื่อให้มั่นใจว่ามีการปฏิบัติตามกฎหมาย PDPA โดยเน้นที่การควบคุมการเข้าถึงข้อมูล การตรวจสอบ และความพร้อมในการตรวจสอบรายงานตามข้อกำหนด  สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Personal Data...

media search การค้นหาประวัติผ่านสื่อ
Articles

เมื่อการค้นหาผ่านสื่อเผยประวัติอาชญากรรมที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง CV ของผู้สมัครงาน

ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับภูมิหลังของผู้สมัครถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากในโลกแห่งการจ้างงานยุคปัจจุบันเนื่องจากบริษัทส่วนใหญ่ต้องการความมั่นใจว่าพวกเขากำลังจ้างบุคคลที่น่าเชื่อถือและมีประวัติที่ดี CV คือประวัติโดยย่อ เป็นเอกสารสำคัญที่มีเนื้อหาข้อมูลของผู้สมัคร ในด้านประสบการณ์การทำงาน ทักษะ และการศึกษา อย่างไรก็ตาม จะเกิดอะไรขึ้นหากเบื้องหลัง CV ที่โดดเด่นนั้นมีประวัติอาชญากรรมที่นายจ้างพึงระวังแอบแฝงอยู่? การค้นหาผ่านสื่อ: การเจาะลึกข้อมูลดิจิทัล ในยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีพัฒนาไปไกล ผู้คนจำนวนมากมักทิ้งร่องรอยทางดิจิทัล หรือ digital footprints ในอดีตผ่านกิจกรรมบนสื่อโซเชียลมีเดีย เช่น การโพสต์ การโต้ตอบ การแสดงความคิดเห็น หรือแม้แต่ข่าวที่เกี่ยวกับตัวพวกเขาเอง บทความในบล็อก รวมถึงข้อมูลสาธารณะอื่น ๆ ซึ่งนายจ้างสามารถใช้ข้อมูลกิจกรรมเหล่านี้เพื่อพิจารณาการจ้างงาน การค้นหาประวัติผ่านสื่อสามารถช่วยเปิดเผยประวัติอาชญากรรมได้อย่างไร การค้นหาประวัติผ่านสื่อ ช่วยให้นายจ้างตรวจสอบผู้สมัครในเชิงลึกกว่าการตรวจสอบแบบดั้งเดิม โดยรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องจากทั้งสื่อออนไลน์และออฟไลน์ จากนั้นจึงวิเคราะห์และจัดเรียงข้อมูลอย่างครอบคลุม เพื่อให้ภาพรวมที่ชัดเจนเกี่ยวกับประวัติของผู้สมัครงาน ยกตัวอย่างเช่น ในระหว่างการค้นหาประวัติผ่านสื่อ อาจค้นพบข้อมูลที่น่าสนใจของผู้สมัครงาน เช่น ข่าวสาธารณะเกี่ยวกับคดีอาญา ในกรณีดังกล่าว ขั้นตอนต่อไปคือการดำเนินการตรวจสอบเพิ่มเติมอย่างละเอียดเพื่อยืนยันความเกี่ยวข้องกับผู้สมัครงาน นอกจากนี้ ยังต้องตรวจสอบสถานะของผู้สมัครงานในคดีนั้น ๆ ว่าเป็นผู้ต้องสงสัย โจทก์ จำเลย หรือพยาน ในบางกรณี การค้นหาประวัติผ่านสื่ออาจเผยให้เห็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับผู้สมัครงาน เช่น บันทึกของคดีโจรกรรม เพื่อยืนยันความถูกต้องของข้อมูลนี้ จำเป็นต้องตรวจสอบเพิ่มเติมโดยค้นหาผ่านข้อมูลของศาล กระบวนการตรวจสอบนี้จะช่วยยืนยันว่าผู้สมัครงานมีส่วนเกี่ยวข้องในคดีดังกล่าวหรือไม่ และหากเป็นเช่นนั้น ผลลัพธ์สุดท้ายของคดีคืออะไร...