การตรวจสอบสถานะธุรกิจ

Due Diligence

« การระบุภูมิหลังของพันธมิตรทางธุรกิจในอนาคตของคุณ »

Due Diligence เป็นการตรวจสอบประวัติเชิงลึกของธุรกิจหรือบุคคลก่อนที่จะเซ็นสัญญา, แต่งตั้งผู้ขาย, หรือเมื่อลูกค้าของเราประเมินบริษัทเป้าหมายหรือทรัพย์สินของบริษัทสำหรับการซื้อกิจการ การตรวจสอบวิเคราะห์สถานะมีส่วนช่วยในการตัดสินใจอย่างรอบคอบโดยการเพิ่มปริมาณและคุณภาพของข้อมูลที่มีอยู่เพื่อพิจารณา คณะที่ปรึกษาและทีมนักตรวจสอบของเราของมีระเบียบวิธีการอันหลากหลายในการปฏิบัติการตรวจสอบและค้นหาข้อเท็จจริงในเชิงลึกซึ่งตรงกับความต้องการของลูกค้าของเรา

Vendor Screening

บริการนี้เป็นการค้นหาข้อมูลแบบ open-source และ desktop searches เพื่อตรวจสอบและมุ่งพิจารณาว่ามีข้อมูลความผิดปกติหรือความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นหรือไม่ คณะที่ปรึกษาและทีมนักตรวจสอบของเราดำเนินการตรวจสอบดังต่อไปนี้:

ค้นหาความเป็นเจ้าของผู้รับผลประโยชน์ผ่านการตรวจสอบเอกสารองค์กร
การสอบถาม open-source รวมถึงการค้นหาผ่านสื่อดิจิทัลและสื่อกายภาพ
การตรวจสอบ Global Sanctions checks ซึ่งเป็นชุดการค้นหาในฐานข้อมูลระดับโลกเพื่อดูว่าผู้สมัครอยู่ในรายการคว่ำบาตรระหว่างประเทศสำหรับอาชญากรรมหรือไม่

Reputational Due Diligence

บริการนี้เป็นการผสมผสานระหว่างการค้นหาข้อมูลเแบบ open-source และ desktop searches พิจารณาการมีอยู่ของสิ่งแจ้งเตือนถึงความผิดปกติหรือความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ตลอดจนชื่อเสียงและผลงานของบริษัทและผู้บริหารของบริษัท คณะที่ปรึกษาและทีมนักตรวจสอบของเราดำเนินการตรวจสอบดังต่อไปนี้:

ค้นหาความเป็นเจ้าของผู้รับประโยชน์ผ่านการตรวจสอบเอกสารองค์กร
การสอบถามข้อมูลแบบ open-source รวมถึงการสืบค้นข้อมูลจากสื่อดิจิทัลและสื่อทางกายภาพ
การตรวจสอบการคว่ำบาตรทั่วโลก
การลงพื้นที่จริงเพื่อตรวจสอบภาคสนาม
การตรวจสอบชื่อเสียงกับลูกค้าและซัพพลายเออร์
การสอบถามผู้ให้ข้อมูลหลัก
บทสรุปสำหรับผู้บริหารพร้อมมุมมองเชิงบริบทและการวิเคราะห์ความเสี่ยง

Enhanced Due Diligence

บริการนี้เป็นการผสมผสานระหว่าง Reputational Due Diligence และการสัมภาษณ์ผู้บริหารของบริษัท เมื่อลูกค้าของเราอนุญาติให้มีการสัมภาษณ์ดังกล่าว วิธีการนี้ได้รับการพิสูจน์ได้ว่ามีประสิทธิภาพมาก วิธีการสัมภาษณ์และแบบสอบถามการปฏิบัติตามข้อกำหนดของเราช่วยให้เราสามารถหารือเกี่ยวกับประเด็นต่างๆ ที่หลากหลาย และระบุความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น รวมทั้งช่วยให้เราสามารถเจาะลึกลงไปในทุกแง่มุมของวิธีการตรวจสอบสถานะแบบดั้งเดิม คณะที่ปรึกษาและทีมนักตรวจสอบของเราดำเนินการตรวจสอบดังต่อไปนี้:

ค้นหาความเป็นเจ้าของผู้รับผลประโยชน์ผ่านเอกสารองค์กร
การสอบถาม open-source รวมถึงการสืบค้นข้อมูลจากสื่อดิจิทัลและสื่อทางกายภาพ
การตรวจสอบการคว่ำบาตรทั่วโลก
การลงพื้นที่จริงเพื่อตรวจสอบภาคสนาม
การตรวจสอบชื่อเสียงกับลูกค้าและซัพพลายเออร์
การสอบถามผู้ให้ข้อมูลหลัก
สัมภาษณ์ผู้บริหารของบริษัทเป้าหมาย
ทบทวนข้อมูลที่ค้นพบทั้งหมดและปฏิบัติการเชิงวิจัยเพิ่มเติม
บทสรุปสำหรับผู้บริหารพร้อมมุมมองเชิงบริบทและการวิเคราะห์ความเสี่ยง

Know Your Vendor™ Solution

สำหรับการคัดกรองบริษัท (vendor screening) จำนวนมาก Integrity Thailand มีบริการแอพพลิเคชั่น Know Your Vendor™

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

japan whistleblowing ระบบการแจ้
Articles

เจาะลึกระบบการแจ้งเบาะแสยุคใหม่ในประเทศญี่ปุ่น: สุดยอคู่มือแห่งยุคสมัย!

ในเดือนมิถุนายนปี 2022 ประเทศญี่ปุ่นเข้าสู่ยุคใหม่แห่งความโปร่งใสและความรับผิดชอบต่อระบบการดำเนินงานภายในองค์กร โดยได้มีการเพิ่มข้อกำหนดด้านระเบียบการเกี่ยวกับ กฎหมายการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส (Whistleblower Protection Act -WPA) กฎระเบียบใหม่เหล่านี้กำหนดให้มีการจัดตั้งระบบการแจ้งเบาะแสการกระทำผิดภายในบริษัท โดยมีจุดประสงค์เพื่อปกป้องพนักงานที่รายงานการกระทำผิด การทุจริต และการละเมิดกฎหมายอื่นๆที่กำหนด ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการก่อตั้ง และยกระดับความซื่อสัตย์ภายในองค์กรของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งรวมถึงธุรกิจของญี่ปุ่นที่ดำเนินกิจการในต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทของญี่ปุ่นในประเทศไทย ข้อบังคับกฎหมายเพื่อการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส ข้อสำคัญของกฎหมายคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส  (WPA) ที่ได้รับการปรับปรุงคือการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่มุ่งเน้นให้ความสำคัญของความซื่อสัตย์ และให้อำนาจแก่พนักงานในการรายงานการกระทำผิดโดยไม่ต้องเกรงกลัวว่าจะถูกตำหนิ หรือกังวลถึงผลกระทบด้านอื่นๆ ที่สืบเนื่องจากการแจ้งเบาะแส และยังกำหนดให้บริษัทที่มีจำนวนพนักงานมากกว่า 300 คนขึ้นไป มีความจำเป็นที่จะต้องสร้างระบบการแจ้งเบาะแสภายในในองค์กร และในขณะเดียวกันการใช้ระบบการแจ้งเบาะแสยังคงถูกแนะนำในกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองข้อมูลของผู้แจ้งเบาะแสอีกด้วย นอกจากนี้ประเทศญี่ปุ่นยังเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นต่อการสร้างความโปร่งใสภายในองค์กรและการดำเนินธุรกิจตามหลักธรรมาภิบาล โดยการบังคับให้บริษัทต่างๆ สร้างระบบการแจ้งเบาะแสการกระทำผิดภายในองค์กร โดยข้อกำหนดนี้ไม่เพียงแต่ส่งเสริมการกำกับดูแลกิจการ แต่ยังช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นของนักลงทุนและยังส่งเสริมการเติบโตที่ยั่งยืนทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อช่วยให้การปรับใช้ระบบแจ้งเบาะแสเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพในธุรกิจต่างๆ ทางสำนักงานกิจการผู้บริโภค (Consumer Affairs Agency - CAA) ได้ออกแนวทางปฏิบัติที่ครอบคลุม โดยได้นำเสนอข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการแต่งตั้งบุคลากรผู้รับผิดชอบการรับเรื่องรายงาน การจัดตั้งระบบภายใน การคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส และรับรองกระบวนการทำงานของกลไกระบบการแจ้งเบาะแส ในขณะเดียวกันยังได้มีการกำหนดขอบเขตการปฏิบัติตามกฎระเบียบและให้มีความยืดหยุ่นของระบบ เพื่อให้เป็นที่รับทราบว่าระบบการแจ้งเบาะแสอาจมีความแตกต่างกันไปตามปัจจัยขององค์กรและความคาดหวังทางสังคมของแต่ละพื้นที่ ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต ผลกระทบต่อธุรกิจญี่ปุ่นในประเทศไทย ประเทศไทยถือเป็นประเทศที่มีรากฐานธุรกิจจากประเทศญี่ปุ่นเป็นจำนวนมาก โดยมีการแลกเปลี่ยนรูปแบบทวิภาคีในเชิงธุรกิจที่แข็งแกร่งและมีความยืดหยุ่น การดำเนินการตามกฎระเบียบการแจ้งเบาะแสของประเทศญี่ปุ่นมีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบกับบริษัทญี่ปุ่นที่ดำเนินธุรกิจอยู่ในประเทศไทย ซึ่งธุรกิจเหล่านี้จำเป็นต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับข้อกำหนดใหม่เพื่อให้มั่นใจว่ามีการจัดตั้งกลไกของระบบการแจ้งเบาะแสที่มีประสิทธิภาพภายในบริษัทที่อยู่ใต้เครือข่ายการบริหารธุรกิจจากประเทศญี่ปุ่นและมีบริษัทสาขาอยู่ในประเทศไทย ซึ่งรวมถึงการแต่งตั้งบุคลากร การสร้างระบบภายใน...

pdpa thailand
Articles

แนวทางปฏิบัติในการป้องกันข้อมูล: ผลกระทบของการบังคับใช้กฎหมาย PDPA เพิ่มเติมที่มีต่อบุคคลและธุรกิจในประเทศไทย

ในยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีเชื่อมโยงข้อมูลเข้าด้วยกัน การปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลกลายเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง กฎหมายพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (Personal Data Protection Act หรือ PDPA) จึงถือกำเนิดขึ้นและมีผลบังคบใช้ในประเทศไทยเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2565 PDPA เป็นก้าวสำคัญในการยกระดับความปลอดภัยของข้อมูลและปกป้องสิทธิส่วนบุคคลของผู้เป็นเจ้าของข้อมูล ผลกระทบของ PDPA ต่อความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและธุรกิจ PDPA ไม่ได้กำหนดเพียงมาตรฐานความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลเท่านั้น แต่มีบทบัญญัติที่ส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลและแนวทางปฏิบัติในการจัดการข้อมูลดังกล่าวอีกด้วย  ภายใต้ PDPA เจ้าของข้อมูลมีอำนาจควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลของตนเองมากขึ้น ตั้งแต่ข้อมูลขั้นพื้นฐานไปจนถึงข้อมูลละเอียดอ่อนที่สามารถระบุถึงตัวตนได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น บันทึกทางการแพทย์ ศาสนา และประวัติอาชญากรรม ปัจจุบันธุรกิจต่าง ๆ ต้องมีมาตรการจัดการข้อมูลส่วนบุคคลที่เข้มงวดและรัดกุมยิ่งขึ้นตามคำสั่งของหน่วยงานกำกับดูแล โดยจำเป็นต้องได้รับความยินยอมเป็นลายลักษ์อักษร (Consent Letter) จากเจ้าของข้อมูลก่อนกระทำการรวบรวม จัดเก็บ เผยแพร่ หรือกำจัดข้อมูลใด ๆ จดหมายยินยอมนี้ต้องระบุวัตถุประสงค์ในการประมวลผลข้อมูลอย่างชัดเจน เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและแสดงถึงความรับผิดชอบขององค์กรที่มีต่อข้อมูลเหล่านั้น นอกจากนี้ ธุรกิจต่างๆ ต้องจัดทำนโยบายการปกป้องข้อมูลที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับการดำเนินงานของบริษัท นโยบายเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นกรอบการทำงานเพื่อให้มั่นใจว่ามีการปฏิบัติตามกฎหมาย PDPA โดยเน้นที่การควบคุมการเข้าถึงข้อมูล การตรวจสอบ และความพร้อมในการตรวจสอบรายงานตามข้อกำหนด  สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Personal Data...

media search การค้นหาประวัติผ่านสื่อ
Articles

เมื่อการค้นหาผ่านสื่อเผยประวัติอาชญากรรมที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง CV ของผู้สมัครงาน

ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับภูมิหลังของผู้สมัครถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากในโลกแห่งการจ้างงานยุคปัจจุบันเนื่องจากบริษัทส่วนใหญ่ต้องการความมั่นใจว่าพวกเขากำลังจ้างบุคคลที่น่าเชื่อถือและมีประวัติที่ดี CV คือประวัติโดยย่อ เป็นเอกสารสำคัญที่มีเนื้อหาข้อมูลของผู้สมัคร ในด้านประสบการณ์การทำงาน ทักษะ และการศึกษา อย่างไรก็ตาม จะเกิดอะไรขึ้นหากเบื้องหลัง CV ที่โดดเด่นนั้นมีประวัติอาชญากรรมที่นายจ้างพึงระวังแอบแฝงอยู่? การค้นหาผ่านสื่อ: การเจาะลึกข้อมูลดิจิทัล ในยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีพัฒนาไปไกล ผู้คนจำนวนมากมักทิ้งร่องรอยทางดิจิทัล หรือ digital footprints ในอดีตผ่านกิจกรรมบนสื่อโซเชียลมีเดีย เช่น การโพสต์ การโต้ตอบ การแสดงความคิดเห็น หรือแม้แต่ข่าวที่เกี่ยวกับตัวพวกเขาเอง บทความในบล็อก รวมถึงข้อมูลสาธารณะอื่น ๆ ซึ่งนายจ้างสามารถใช้ข้อมูลกิจกรรมเหล่านี้เพื่อพิจารณาการจ้างงาน การค้นหาประวัติผ่านสื่อสามารถช่วยเปิดเผยประวัติอาชญากรรมได้อย่างไร การค้นหาประวัติผ่านสื่อ ช่วยให้นายจ้างตรวจสอบผู้สมัครในเชิงลึกกว่าการตรวจสอบแบบดั้งเดิม โดยรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องจากทั้งสื่อออนไลน์และออฟไลน์ จากนั้นจึงวิเคราะห์และจัดเรียงข้อมูลอย่างครอบคลุม เพื่อให้ภาพรวมที่ชัดเจนเกี่ยวกับประวัติของผู้สมัครงาน ยกตัวอย่างเช่น ในระหว่างการค้นหาประวัติผ่านสื่อ อาจค้นพบข้อมูลที่น่าสนใจของผู้สมัครงาน เช่น ข่าวสาธารณะเกี่ยวกับคดีอาญา ในกรณีดังกล่าว ขั้นตอนต่อไปคือการดำเนินการตรวจสอบเพิ่มเติมอย่างละเอียดเพื่อยืนยันความเกี่ยวข้องกับผู้สมัครงาน นอกจากนี้ ยังต้องตรวจสอบสถานะของผู้สมัครงานในคดีนั้น ๆ ว่าเป็นผู้ต้องสงสัย โจทก์ จำเลย หรือพยาน ในบางกรณี การค้นหาประวัติผ่านสื่ออาจเผยให้เห็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับผู้สมัครงาน เช่น บันทึกของคดีโจรกรรม เพื่อยืนยันความถูกต้องของข้อมูลนี้ จำเป็นต้องตรวจสอบเพิ่มเติมโดยค้นหาผ่านข้อมูลของศาล กระบวนการตรวจสอบนี้จะช่วยยืนยันว่าผู้สมัครงานมีส่วนเกี่ยวข้องในคดีดังกล่าวหรือไม่ และหากเป็นเช่นนั้น ผลลัพธ์สุดท้ายของคดีคืออะไร...