Articles

thailand cannabis กัญชาใ

กฎหมายควบคุมกัญชาในประเทศไทย: ภาคธุรกิจมีความพร้อมพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงหรือไม่?

เคยสงสัยหรือไม่ว่าธุรกิจในประเทศไทยกำลังปรับตัวให้เข้ากับนโยบายกัญชาเสรี และภาคธุรกิจต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้อย่างไร? การริเริ่มนโยบายกัญชาเสรีในประเทศไทยถือเป็นความท้าทายใหม่ และถือเป็นผู้นำในปรับเปลี่ยนความผิดด้านอาชญากรรมเกี่ยวกับการครอบครองและการใช้กัญชาในอดีต ตลอดจนการกำหนดกฎระเบียบที่เข้มงวดยิ่งขึ้น หากพบการกระทำผิด ซึ่งถือเป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งในเชิงธุรกิจ อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ยังมีคำถามหนึ่งที่น่าสนใจคือ เพราะอะไรการตรวจสารเสพติดจึงมีความสำคัญมากขึ้นสำหรับธุรกิจ?  ประเทศไทยซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นแนวหน้าของการพยายามลดความผิดฐานอาชญากรรมของการใช้งานกัญชาในเอเชีย และกำลังอยู่ในช่วงที่อาจเกิดความพลิกผลันด้านกฎหมายอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งในช่วงปลายปี พ.ศ. 2565 ที่ผ่านมาประเทศไทยได้ประกาศตัวอย่างเป็นทางการถึงการเป็นผู้นำร่องในเอเชียที่มีการยกเลิกโทษฐานทางอาญาของการใช้กัญชาในวัตถุประสงค์เพื่อการผ่อนคลายส่วนบุคคล ซึ่งความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายเพื่อลดอัตราการเกิดอาชญากรรม ดึงดูดนักท่องเที่ยว และเพิ่มรายได้จากภาษีรูปแบบใหม่ อย่างไรก็ตาม ภายหลังการเลือกตั้งและได้มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ในประเทศไทย ได้มีการส่งสัญญาณถึงการปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์การใช้กัญชาให้มีความเข้มงวดมากขึ้น โดยมุ่งเน้นที่การอนุญาตให้ใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการแพทย์เท่านั้น ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นเพียงข้อกำหนดที่ถูกคาดการณ์ไว้ ซึ่งจำเป็นจะต้องมีการประเมินแนวทางปฏิบัติในการออกกฎระเบียบใหม่ของการจ้างงาน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการตรวจสารเสพติดอย่างละเอียดในผู้ที่มีโอกาสถูกว่าจ้างเข้ามาเป็นพนักงานของบริษัท  กระทรวงสาธารณสุขยังได้นำเสนอกฎหมายใหม่ โดยมีการเพิ่มค่าปรับเป็นจำนวนตัวเลขที่สูงขึ้น และโทษจำคุกที่อาจเกิดขึ้น หากบุคคลนั้นถูกจับกุมในข้อหาใช้กัญชาเพื่อความบันเทิง สิ่งนี้ทำให้นายจ้าง หรือบริษัทต่างๆ จำเป็นต้องมีความรับผิดชอบมากขึ้นในการตรวจสอบพนักงานของบริษัท เพื่อให้แน่ใจว่าพนักงานยังคงปฏิบัติตามข้อกำหนดของกฎหมายที่มีการเปลี่ยนแปลง และเพิ่มบทลงโทษตามที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น

เพราะอะไรการตรวจหาสารเสพติดจึงมีความสำคัญ

การใช้เกณฑ์การตรวจสอบสารเสพติดแบบครอบคลุมกลายเป็นมาตรการเชิงรุกในหลายบริษัทเพื่อปกป้องธุรกิจจากภาวะแทรกซ้อนทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต และเพื่อกำชับให้พนักงานปฏิบัติตามกฎหมาย ซึ่งอาจทำได้ในหลายช่วงเวลาไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบก่อนการจ้างงาน หรือภายหลังการถูกว่าจ้างแล้ว เพื่อให้อยู่ในกฎเกณฑ์ของการปฏิบัติงาน บริษัทอาจมีการบริหารขั้นตอนการตรวจสารเสพติดเป็นหนึ่งในสวัสดิการการตรวจสุขภาพประจำปี การตรวจประจำไตรมาส หรือตามกำหนดดังที่ฝ่ายบริหารเห็นแก่สมควร การดำเนินการให้เป็นไปตามมาตรฐานดังกล่าวยังช่วยให้ประกันสุขภาพที่ทางบริษัทจัดทำให้ลูกจ้าง ได้รับความคุ้มครองที่ครอบคลุมและเป็นไปตามข้อกำหนดของทางบริษัทประกันมากขึ้น นอกเหนือจากการพิจารณาทางกฎหมายแล้ว ความปลอดภัยในสถานที่ทำงานยังเป็นข้อกังวลหลักที่ช่วยผลักดันความจำเป็นในการตรวจสารเสพติด ในอุตสาหกรรมต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเครื่องจักรกล  อุตสาหกรรมการขนส่ง หรืออุตสหกรรมที่มีการใช้ความละเอียดอ่อนสูง...

อ่านเพิ่มเติม...
japan whistleblowing ระบบการแจ้

เจาะลึกระบบการแจ้งเบาะแสยุคใหม่ในประเทศญี่ปุ่น: สุดยอคู่มือแห่งยุคสมัย!

ในเดือนมิถุนายนปี 2022 ประเทศญี่ปุ่นเข้าสู่ยุคใหม่แห่งความโปร่งใสและความรับผิดชอบต่อระบบการดำเนินงานภายในองค์กร โดยได้มีการเพิ่มข้อกำหนดด้านระเบียบการเกี่ยวกับ กฎหมายการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส (Whistleblower Protection Act -WPA) กฎระเบียบใหม่เหล่านี้กำหนดให้มีการจัดตั้งระบบการแจ้งเบาะแสการกระทำผิดภายในบริษัท โดยมีจุดประสงค์เพื่อปกป้องพนักงานที่รายงานการกระทำผิด การทุจริต และการละเมิดกฎหมายอื่นๆที่กำหนด ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการก่อตั้ง และยกระดับความซื่อสัตย์ภายในองค์กรของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งรวมถึงธุรกิจของญี่ปุ่นที่ดำเนินกิจการในต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทของญี่ปุ่นในประเทศไทย

ข้อบังคับกฎหมายเพื่อการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส

ข้อสำคัญของกฎหมายคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส  (WPA) ที่ได้รับการปรับปรุงคือการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่มุ่งเน้นให้ความสำคัญของความซื่อสัตย์ และให้อำนาจแก่พนักงานในการรายงานการกระทำผิดโดยไม่ต้องเกรงกลัวว่าจะถูกตำหนิ หรือกังวลถึงผลกระทบด้านอื่นๆ ที่สืบเนื่องจากการแจ้งเบาะแส และยังกำหนดให้บริษัทที่มีจำนวนพนักงานมากกว่า 300 คนขึ้นไป มีความจำเป็นที่จะต้องสร้างระบบการแจ้งเบาะแสภายในในองค์กร และในขณะเดียวกันการใช้ระบบการแจ้งเบาะแสยังคงถูกแนะนำในกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองข้อมูลของผู้แจ้งเบาะแสอีกด้วย นอกจากนี้ประเทศญี่ปุ่นยังเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นต่อการสร้างความโปร่งใสภายในองค์กรและการดำเนินธุรกิจตามหลักธรรมาภิบาล โดยการบังคับให้บริษัทต่างๆ สร้างระบบการแจ้งเบาะแสการกระทำผิดภายในองค์กร โดยข้อกำหนดนี้ไม่เพียงแต่ส่งเสริมการกำกับดูแลกิจการ แต่ยังช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นของนักลงทุนและยังส่งเสริมการเติบโตที่ยั่งยืนทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อช่วยให้การปรับใช้ระบบแจ้งเบาะแสเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพในธุรกิจต่างๆ ทางสำนักงานกิจการผู้บริโภค (Consumer Affairs Agency - CAA) ได้ออกแนวทางปฏิบัติที่ครอบคลุม โดยได้นำเสนอข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการแต่งตั้งบุคลากรผู้รับผิดชอบการรับเรื่องรายงาน การจัดตั้งระบบภายใน การคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส และรับรองกระบวนการทำงานของกลไกระบบการแจ้งเบาะแส ในขณะเดียวกันยังได้มีการกำหนดขอบเขตการปฏิบัติตามกฎระเบียบและให้มีความยืดหยุ่นของระบบ เพื่อให้เป็นที่รับทราบว่าระบบการแจ้งเบาะแสอาจมีความแตกต่างกันไปตามปัจจัยขององค์กรและความคาดหวังทางสังคมของแต่ละพื้นที่ ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต

ผลกระทบต่อธุรกิจญี่ปุ่นในประเทศไทย

ประเทศไทยถือเป็นประเทศที่มีรากฐานธุรกิจจากประเทศญี่ปุ่นเป็นจำนวนมาก โดยมีการแลกเปลี่ยนรูปแบบทวิภาคีในเชิงธุรกิจที่แข็งแกร่งและมีความยืดหยุ่น การดำเนินการตามกฎระเบียบการแจ้งเบาะแสของประเทศญี่ปุ่นมีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบกับบริษัทญี่ปุ่นที่ดำเนินธุรกิจอยู่ในประเทศไทย ซึ่งธุรกิจเหล่านี้จำเป็นต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับข้อกำหนดใหม่เพื่อให้มั่นใจว่ามีการจัดตั้งกลไกของระบบการแจ้งเบาะแสที่มีประสิทธิภาพภายในบริษัทที่อยู่ใต้เครือข่ายการบริหารธุรกิจจากประเทศญี่ปุ่นและมีบริษัทสาขาอยู่ในประเทศไทย ซึ่งรวมถึงการแต่งตั้งบุคลากร...

อ่านเพิ่มเติม...
pdpa thailand

แนวทางปฏิบัติในการป้องกันข้อมูล: ผลกระทบของการบังคับใช้กฎหมาย PDPA เพิ่มเติมที่มีต่อบุคคลและธุรกิจในประเทศไทย

ในยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีเชื่อมโยงข้อมูลเข้าด้วยกัน การปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลกลายเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง กฎหมายพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (Personal Data Protection Act หรือ PDPA) จึงถือกำเนิดขึ้นและมีผลบังคบใช้ในประเทศไทยเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2565 PDPA เป็นก้าวสำคัญในการยกระดับความปลอดภัยของข้อมูลและปกป้องสิทธิส่วนบุคคลของผู้เป็นเจ้าของข้อมูล

ผลกระทบของ PDPA ต่อความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและธุรกิจ

PDPA ไม่ได้กำหนดเพียงมาตรฐานความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลเท่านั้น แต่มีบทบัญญัติที่ส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลและแนวทางปฏิบัติในการจัดการข้อมูลดังกล่าวอีกด้วย  ภายใต้ PDPA เจ้าของข้อมูลมีอำนาจควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลของตนเองมากขึ้น ตั้งแต่ข้อมูลขั้นพื้นฐานไปจนถึงข้อมูลละเอียดอ่อนที่สามารถระบุถึงตัวตนได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น บันทึกทางการแพทย์ ศาสนา และประวัติอาชญากรรม ปัจจุบันธุรกิจต่าง ๆ ต้องมีมาตรการจัดการข้อมูลส่วนบุคคลที่เข้มงวดและรัดกุมยิ่งขึ้นตามคำสั่งของหน่วยงานกำกับดูแล โดยจำเป็นต้องได้รับความยินยอมเป็นลายลักษ์อักษร (Consent Letter) จากเจ้าของข้อมูลก่อนกระทำการรวบรวม จัดเก็บ เผยแพร่ หรือกำจัดข้อมูลใด ๆ จดหมายยินยอมนี้ต้องระบุวัตถุประสงค์ในการประมวลผลข้อมูลอย่างชัดเจน เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและแสดงถึงความรับผิดชอบขององค์กรที่มีต่อข้อมูลเหล่านั้น นอกจากนี้ ธุรกิจต่างๆ ต้องจัดทำนโยบายการปกป้องข้อมูลที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับการดำเนินงานของบริษัท นโยบายเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นกรอบการทำงานเพื่อให้มั่นใจว่ามีการปฏิบัติตามกฎหมาย PDPA โดยเน้นที่การควบคุมการเข้าถึงข้อมูล การตรวจสอบ และความพร้อมในการตรวจสอบรายงานตามข้อกำหนด  สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Personal Data...

อ่านเพิ่มเติม...
media search การค้นหาประวัติผ่านสื่อ

เมื่อการค้นหาผ่านสื่อเผยประวัติอาชญากรรมที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง CV ของผู้สมัครงาน

ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับภูมิหลังของผู้สมัครถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากในโลกแห่งการจ้างงานยุคปัจจุบันเนื่องจากบริษัทส่วนใหญ่ต้องการความมั่นใจว่าพวกเขากำลังจ้างบุคคลที่น่าเชื่อถือและมีประวัติที่ดี CV คือประวัติโดยย่อ เป็นเอกสารสำคัญที่มีเนื้อหาข้อมูลของผู้สมัคร ในด้านประสบการณ์การทำงาน ทักษะ และการศึกษา อย่างไรก็ตาม จะเกิดอะไรขึ้นหากเบื้องหลัง CV ที่โดดเด่นนั้นมีประวัติอาชญากรรมที่นายจ้างพึงระวังแอบแฝงอยู่?

การค้นหาผ่านสื่อ: การเจาะลึกข้อมูลดิจิทัล

ในยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีพัฒนาไปไกล ผู้คนจำนวนมากมักทิ้งร่องรอยทางดิจิทัล หรือ digital footprints ในอดีตผ่านกิจกรรมบนสื่อโซเชียลมีเดีย เช่น การโพสต์ การโต้ตอบ การแสดงความคิดเห็น หรือแม้แต่ข่าวที่เกี่ยวกับตัวพวกเขาเอง บทความในบล็อก รวมถึงข้อมูลสาธารณะอื่น ๆ ซึ่งนายจ้างสามารถใช้ข้อมูลกิจกรรมเหล่านี้เพื่อพิจารณาการจ้างงาน

การค้นหาประวัติผ่านสื่อสามารถช่วยเปิดเผยประวัติอาชญากรรมได้อย่างไร

การค้นหาประวัติผ่านสื่อ ช่วยให้นายจ้างตรวจสอบผู้สมัครในเชิงลึกกว่าการตรวจสอบแบบดั้งเดิม โดยรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องจากทั้งสื่อออนไลน์และออฟไลน์ จากนั้นจึงวิเคราะห์และจัดเรียงข้อมูลอย่างครอบคลุม เพื่อให้ภาพรวมที่ชัดเจนเกี่ยวกับประวัติของผู้สมัครงาน ยกตัวอย่างเช่น ในระหว่างการค้นหาประวัติผ่านสื่อ อาจค้นพบข้อมูลที่น่าสนใจของผู้สมัครงาน เช่น ข่าวสาธารณะเกี่ยวกับคดีอาญา ในกรณีดังกล่าว ขั้นตอนต่อไปคือการดำเนินการตรวจสอบเพิ่มเติมอย่างละเอียดเพื่อยืนยันความเกี่ยวข้องกับผู้สมัครงาน นอกจากนี้ ยังต้องตรวจสอบสถานะของผู้สมัครงานในคดีนั้น ๆ ว่าเป็นผู้ต้องสงสัย โจทก์ จำเลย หรือพยาน ในบางกรณี การค้นหาประวัติผ่านสื่ออาจเผยให้เห็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับผู้สมัครงาน เช่น บันทึกของคดีโจรกรรม เพื่อยืนยันความถูกต้องของข้อมูลนี้ จำเป็นต้องตรวจสอบเพิ่มเติมโดยค้นหาผ่านข้อมูลของศาล กระบวนการตรวจสอบนี้จะช่วยยืนยันว่าผู้สมัครงานมีส่วนเกี่ยวข้องในคดีดังกล่าวหรือไม่ และหากเป็นเช่นนั้น...

อ่านเพิ่มเติม...
whistleblowing system ระบบการแจ้งเบาะแส

ระบบการแจ้งเบาะแส และคำสั่งการแจ้งเบาะแสการกระทำผิดของสหภาพยุโรป: หลักเกณฑ์สำคัญในการแจ้งเบาะแส 3 ประการ

ระบบแจ้งเบาะแสการกระทำผิดเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการตรวจจับและเปิดเผยกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย รวมถึงการทุจริตและการฉ้อโกง อย่างไรก็ตาม บริษัทจำเป็นจะต้องคำนึงถึงปัจจัยดังต่อไปนี้เพื่อให้การตรวจสอบมีประสิทธิภาพสูงสุดของระบบการแจ้ง การสื่อสารเพื่อสร้างความตระหนักรู้ การรักษาความลับ และการเข้าถึงระบบการรายงานได้ง่าย เป็นปัจจัยหลักของระบบการแจ้งเบาะแส ที่ทราบกันโดยทั่วไป ซึ่งนอกจากปัจจัยทั้งสามนี้แล้ว องค์กรยังต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดอื่น ๆ เพื่อให้แน่ใจว่าระบบการรายงานทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ คำสั่งระบบการแจ้งเบาะแสการกระทำผิดของสหภาพยุโรป ซึ่งมีการกำหนดบทบัญญัติต่าง ๆ ที่รัฐสมาชิกของสหภาพยุโรป (EU) จำเป็นต้องปฏิบัติตามเพื่อสร้างระบบการคุ้มครองพื้นฐานแก่ผู้แจ้งเบาะแสหรือผู้ให้ข้อมูล และสนับสนุนให้บุคคลร่วมรายงานซึ่งรวมถึงการล่วงละเมิด ความรุนแรง และการประพฤติมิชอบ ซึ่งบทบัญญัติเหล่านี้ได้แก่: การอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงช่องทางการรายงาน ทั้งในรูปแบบวาจาและแบบลายลักษณ์อักษร องค์กรจำเป็นต้องสร้างช่องทางที่หลากหลายในการรายงานเพื่อให้ผู้แจ้งเบาะแส สามารถส่งรายงานได้ทั้งทางวาจา ลายลักษณ์อักษร หรือทั้งสองรูปแบบ หนึ่งในตัวเลือกที่เป็นที่นิยมสูงสุดในการแจ้งเบาะแสคือ การแจ้งผ่านช่องทางโทรศัพท์สายด่วน ที่จัดทำขึ้นเพื่อการแจ้งเบาะแสโดยเฉพาะระบบการรายงานออนไลน์บนเว็บไซต์ หรือช่องทางอื่น ๆ ได้แก่ SMS ไปรษณีย์ และระบบแชตออนไลน์ นอกจากนี้ช่องทางเหล่านี้แล้ว ระบบจะต้องเข้าถึงได้ง่ายและเป็นมิตรต่อผู้ใช้งาน ตัวอย่างเช่น ระบบมีการผสมผสานการรายงานได้หลากหลายภาษา สร้างความมั่นใจในความปลอดภัยและการเก็บรักษาความลับตัวตนของผู้ที่ที่เกี่ยวข้อง หากองค์กรใช้บริการจากบุคคลที่สามเพื่อจัดการให้มีระบบการแจ้งเบาะแสจะต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าบุคคลที่สามมีความสามารถในการสนับสนุนการรายงานแบบไม่ระบุตัวตนโดยจะต้องไม่เป็นอุปสรรคต่อกระบวนการสอบสวน การประมวลผลข้อมูลภายใต้ GDPR (General Data Protection Regulation) ระบบแจ้งเบาะแสจะต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่า...

อ่านเพิ่มเติม...

รักษาความปลอดภัยของกระบวนการสรรหาบุคลากรด้วยการตรวจสอบใบรับรองสมรรถนะ

ในกระบวนการสรรหาบุคลากร ปัจจัยที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งที่ต้องพิจารณาคือความสามารถและคุณสมบัติของผู้สมัครที่คาดหวัง วิธีการทั่วไปวิธีหนึ่งที่ใช้ในการวัดความสามารถเหล่านี้คือผ่านการตรวจสอบใบรับรองสมรรถนะ ใบรับรองเหล่านี้เป็นเอกสารอย่างเป็นทางการที่ใช้เป็นหลักฐานว่าบุคคลนั้นสำเร็จการศึกษาการฝึกอบรมหรือการศึกษาเฉพาะด้านแล้ว พวกเขาบันทึกความรู้ ทักษะ และความเชี่ยวชาญที่บุคคลครอบครองในสาขาเฉพาะ ในตลาดงานที่มีการแข่งขันสูงในปัจจุบัน ผู้สมัครจำนวนมากมุ่งมั่นที่จะเป็นเลิศในสาขาของตน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าต่ออาชีพการงานของตน น่าเสียดายที่มีหลายกรณีที่ผู้มีโอกาสเป็นพนักงานหันไปใช้ใบรับรองความสามารถปลอมเพื่อให้ได้โอกาสในการทำงาน การปลอมแปลงใบรับรองความสามารถไม่เพียงแต่เป็นอันตรายต่อบริษัทที่จ้างงานเท่านั้น แต่ยังก่อให้เกิดภัยคุกคามที่สำคัญอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น การขนส่งและการดูแลสุขภาพ ซึ่งขึ้นอยู่กับคุณสมบัติและความน่าเชื่อถือของพนักงานเป็นอย่างมาก ดังนั้นจึงจำเป็นที่บริษัทต่างๆ จะต้องรวมการตรวจสอบใบรับรองความสามารถเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการตรวจสอบภูมิหลังของพนักงาน รูปแบบของการปลอมแปลงใบรับรอง วิธีการที่ใช้ในการปลอมแปลงใบรับรองสมรรถนะมักจะสะท้อนถึงเทคนิคการปลอมแปลงเอกสารทั่วไปอย่างใกล้ชิด ผู้กระทำผิดมักขโมยใบรับรองจากผู้อื่นและทำการแก้ไขในภายหลัง รวมถึงการดัดแปลงภาพถ่ายและแก้ไขรายละเอียดเฉพาะ นอกจากนี้ ยังมีอีกวิธีหนึ่งที่ผู้กระทำผิดใช้เทมเพลตใบรับรองที่ถูกต้องตามกฎหมายและกรอกข้อมูลปลอมลงในข้อมูลเหล่านั้น ในบางกรณี ผู้ที่คาดว่าจะเป็นพนักงานอ้างว่ามีประสบการณ์การทำงานเป็นผู้ควบคุมเครื่องจักรกลหนัก และมีใบรับรองความเชี่ยวชาญที่ออกโดยสถาบันวิชาชีพที่มีชื่อเสียง อย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจสอบใบรับรองแล้ว พบว่าเอกสารดังกล่าวได้รับการจดทะเบียนโดยใช้ชื่อของบุคคลอื่น ไม่ใช่ของผู้สมัคร ผู้สมัครไม่เคยได้รับการรับรองความสามารถที่อ้างสิทธิ์ หากไม่มีการตรวจสอบหรือตรวจสอบเอกสารอย่างละเอียด กรณีดังกล่าวจะตรวจจับได้ยาก และอาจทำให้บริษัทจ้างงานมีความเสี่ยงสูงต่อการสูญเสียทั้งวัสดุและไม่ใช่วัสดุ ความสำคัญของการตรวจสอบเอกสารใบรับรอง จากกรณีข้างต้น เห็นได้ชัดว่าการตรวจสอบใบรับรองสมรรถนะเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับบริษัทที่ต้องการรับสมัครแรงงานที่มีทักษะ ต่อไปนี้เป็นเหตุผลที่น่าสนใจหลายประการสำหรับองค์กรในการจัดลำดับความสำคัญของกระบวนการตรวจสอบใบรับรองสมรรถนะ: รับประกันความถูกต้องของคุณสมบัติ การตรวจสอบยืนยันทำให้มั่นใจได้ว่าแต่ละบุคคลมีทักษะและความรู้ที่พวกเขากล่าวอ้างอย่างแท้จริง โดยขจัดความเป็นไปได้ที่จะมีคุณสมบัติปลอมหรือปลอมแปลง บรรเทาการสูญเสียวัสดุและความปลอดภัยสาธารณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมที่ต้องการทักษะเฉพาะทาง เช่น การขนส่ง การก่อสร้าง เหมืองแร่ และภาคส่วนที่คล้ายกัน เนื่องจากคนงานในภาคส่วนเหล่านี้มักจะรับผิดชอบในการใช้งานเครื่องจักรกลหนักหรือยานพาหนะขนส่งที่อาจส่งผลต่อความปลอดภัยของบุคคลจำนวนมาก การรับรองว่าพนักงานเหล่านี้มีใบรับรองที่ถูกต้อง บริษัทต่างๆ จึงสามารถลดความเสี่ยงของเหตุการณ์อันตรายได้ การรักษาความสอดคล้องกับมาตรฐาน การตรวจสอบรับประกันว่าความสามารถของผู้ถือใบรับรองสอดคล้องกับมาตรฐานที่สถาบันผู้ออกใบรับรองยอมรับในกรอบเวลาที่กำหนด การปฏิบัติตามกฎระเบียบ อุตสาหกรรมจำนวนมากมีกฎระเบียบที่เข้มงวดซึ่งกำหนดให้บุคคลต้องมีใบรับรองความสามารถที่ถูกต้อง การไม่ปฏิบัติตามอาจส่งผลให้เกิดผลทางกฎหมายต่อบุคคลและองค์กร นอกเหนือจากการตรวจสอบใบรับรองสมรรถนะแล้ว บริษัทยังอาจพิจารณาดำเนินการตรวจสอบภูมิหลังอื่นๆ...

อ่านเพิ่มเติม...

เปิดเผยการฉ้อโกงอาหารด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบสถานะ

การฉ้อโกงอาหารไม่ใช่ปัญหาใหม่ในอุตสาหกรรมอาหาร การปฏิบัติที่ผิดจริยธรรมนี้มีความซับซ้อนอย่างยิ่ง โดยครอบคลุมถึงการกระทำโดยเจตนาที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อหลอกลวงผู้บริโภคหรือได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเกินควรผ่านการจัดการอาหาร ซึ่งรวมถึงการปนเปื้อนวัสดุอาหาร การเปลี่ยนวัตถุดิบ การปลอมแปลงฉลาก การจัดการกระบวนการผลิต การฉ้อโกงการรับรอง และการฉ้อโกงภายในห่วงโซ่อุปทานอาหาร ดังตัวอย่างตั้งแต่ยุคกลาง เสน่ห์ของเครื่องเทศมีความโดดเด่นมาตั้งแต่ยุคกลาง อย่างไรก็ตาม ปริมาณสำรองที่จำกัดมักทำให้เทรดเดอร์ผสมพวกมันกับตัวเลือกที่ประหยัดกว่า เช่น เปลือกถั่วลิสง เมล็ดพืช หิน หรือแม้แต่ฝุ่นอย่างไม่สุจริต ปัจจัยผลักดันที่อยู่เบื้องหลังการฉ้อโกงอาหารมีความซับซ้อนและหลากหลายอย่างมาก ตั้งแต่การได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจผ่านการทดแทนวัตถุดิบด้วยทางเลือกที่ถูกกว่า การคว้าโอกาสเนื่องจากความต้องการสูงและอุปทานต่ำ ความซับซ้อนของห่วงโซ่อุปทาน ซัพพลายเออร์หรือผู้จัดจำหน่ายที่ไม่ได้รับการดูแล ปัจจัยทางวัฒนธรรม และความเพิกเฉยแสของผู้บริโภคต่อแหล่งที่มาของผลิตภัณฑ์ ในยุคปัจจุบัน ความเปราะบางและความท้าทายทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นเนื่องจากผลกระทบของการแพร่ระบาดไปทั่วโลกและความขัดแย้งระหว่างประเทศที่กว้างขวาง การแพร่ระบาดทำให้เกิดความไม่แน่นอนในห่วงโซ่อุปทาน ความต้องการผลิตภัณฑ์บางอย่างเพิ่มขึ้น และสร้างอุปสรรคในการจัดส่ง ในขณะเดียวกัน ข้อจำกัดในการส่งออกและการปิดท่าเรือระหว่างที่เกิดความขัดแย้งส่งผลให้เกิดการหยุดชะงักอย่างมาก ภัยคุกคามจากการฉ้อโกงอาหาร การฉ้อโกงอาหารเป็นภัยคุกคามต่อความปลอดภัยของผู้บริโภคผ่านการปนเปื้อนในอาหาร ความสูญเสียทางเศรษฐกิจ ความเสียหายต่อชื่อเสียงของผู้ผลิต และการทำลายความเชื่อมั่นในอุตสาหกรรมอาหารโดยรวม รูปแบบหนึ่งของการฉ้อโกงอาหารที่พบบ่อยเกี่ยวข้องกับการปลอมปนวัตถุดิบอาหารที่มีมูลค่าสูง ตัวอย่างเช่น น้ำมันมะกอกมักตกเป็นเป้าหมายเนื่องจากมีราคาสูงและมีประโยชน์ต่อสุขภาพ ผู้กระทำที่ไร้ศีลธรรมมักเจือจางน้ำมันมะกอกด้วยน้ำมันราคาถูก เช่น ดอกทานตะวันหรือคาโนลา และติดป้ายผลิตภัณฑ์ว่า "น้ำมันบริสุทธิ์พิเศษ" อีกตัวอย่างหนึ่งสามารถพบได้ในอุตสาหกรรมชีส ชีสเอ็มเมนทอลหรือที่รู้จักกันดีในชื่อชีสสวิส มักมีการปลอมแปลงทั่วโลก Emmental ผลิตขึ้นเพียงแห่งเดียวในภูมิภาค Emmentaler ในรัฐเบิร์น ทางตอนกลางของสวิตเซอร์แลนด์ ผลิตจากน้ำนมดิบที่มาจากวัวที่เลี้ยงด้วยหญ้าและฟางโดยเฉพาะ กฎการผลิตที่เข้มงวดทำให้เป็นตลาดที่น่าดึงดูดสำหรับผู้ลอกเลียนแบบ ต่อสู้กับการฉ้อโกงอาหารด้วย Know Your Vendor...

อ่านเพิ่มเติม...

การปกป้องแบรนด์: การสำรวจและการตรวจสอบตลาด

การปกป้องแบรนด์มีบทบาทสำคัญในด้านต่างๆ สำหรับธุรกิจ นอกเหนือจากการให้ความคุ้มครองทางกฎหมายและเพิ่มมูลค่าแบรนด์แล้ว ยังช่วยปกป้องการลงทุน รักษาชื่อเสียงของบริษัท และปกป้องผู้บริโภคจากอันตรายของผลิตภัณฑ์ลอกเลียนแบบ วิธีการที่สำคัญมากสองวิธีในการปกป้องแบรนด์คือการสำรวจและการตรวจสอบตลาด แม้ว่าจะมีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน ทั้งสองอย่างนำมาซึ่งการเยี่ยมชมร้านค้าหรือตลาดที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ที่สำรวจ ตัวอย่างเช่น ในกรณีของแบรนด์น้ำมันหล่อลื่นรถยนต์ สถานที่ตรวจสอบเป้าหมายคือร้านค้ายานยนต์ ร้านซ่อม ปั๊มน้ำมัน และสถานที่ที่คล้ายกัน สำรวจตลาด การสำรวจตลาดมีวัตถุประสงค์หลายประการ รวมถึงการทำความเข้าใจสถานะทางการตลาดของแบรนด์ การวัดความต้องการของผู้บริโภค การประเมินประสิทธิภาพของแคมเปญการตลาด การระบุโอกาสทางการตลาดใหม่ และการติดตามการใช้เครื่องหมายการค้า แนวทางนี้เกี่ยวข้องกับการรวบรวมข้อมูลและความคิดเห็นของผู้บริโภคผ่านวิธีการต่างๆ เช่น แบบสอบถาม การสัมภาษณ์ หรือการวิเคราะห์ทางสถิติ การตรวจสอบตลาด ในทางกลับกัน การตรวจสอบตลาดใช้วิธีการตรวจสอบที่หลากหลาย: การเข้าชมเว็บไซต์ ผลิตภัณฑ์ได้รับการประเมินโดยตรงในตลาด โดยกลั่นกรองราคา บรรจุภัณฑ์ โลโก้ และองค์ประกอบของแบรนด์ เพื่อให้มั่นใจว่าสอดคล้องกับแบรนด์ที่ถูกกฎหมาย การค้นหาบนเดสก์ท็อป ซึ่งรวมถึงการตรวจสอบแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ เว็บไซต์ และโซเชียลมีเดียเพื่อระบุข้อเสนอหรือการส่งเสริมการขายผลิตภัณฑ์ที่ผิดกฎหมาย โดยมุ่งเน้นไปที่ฟอรัมหรือกลุ่มที่อาจซื้อขายสินค้าผิดกฎหมาย การสัมภาษณ์แหล่งข่าว เช่น สัมภาษณ์พนักงานร้านแบบลับๆ เพื่อรับข้อมูลช่องทางการจัดจำหน่าย การวิเคราะห์ช่องทางเหล่านี้อย่างพิถีพิถันช่วยระบุสถานที่ที่อาจขายสินค้าผิดกฎหมายได้ บุคคลที่สามที่มีความสามารถ ความจำเป็นในการให้บุคคลที่สามมีส่วนร่วมในการสำรวจและตรวจสอบตลาดไม่เพียงแต่ตอกย้ำความมุ่งมั่นของเจ้าของแบรนด์ต่อความปลอดภัยของผู้บริโภค การปฏิบัติตามกฎระเบียบ และความสมบูรณ์ของแบรนด์เท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความน่าเชื่อถือและมูลค่าที่ติดอยู่กับแบรนด์อีกด้วย แม้ว่าบริษัทต่างๆ มีความสามารถในการดำเนินการสำรวจและตรวจสอบโดยอิสระผ่านทรัพยากรภายในและตัวแทนการตลาด แต่ในความเป็นจริงแล้ว การดำเนินการนี้มักต้องใช้ทักษะเฉพาะทางและการจัดสรรทรัพยากรที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับการได้รับหลักฐานและการวิเคราะห์อย่างรอบคอบ ดังนั้นการสนับสนุนจากบุคคลที่สามจึงมีความจำเป็นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ บุคคลที่สาม...

อ่านเพิ่มเติม...

การแจ้งเตือนการฉ้อโกงทางธนาคาร: เผยแผนการใหม่ล่าสุด

การฉ้อโกงในอุตสาหกรรมการธนาคารกลายเป็นปัญหาเร่งด่วนมากขึ้น โดยเห็นได้ชัดจากความถี่และผลกระทบทางการเงินที่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ผลสำรวจการฉ้อโกงธนาคารทั่วโลกเผยให้เห็นว่ามากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามรายงานว่ามีการเพิ่มขึ้นอย่างมากทั้งในระดับขนาดและการเกิดคดีฉ้อโกง การศึกษาอีกชิ้นระบุว่าภาคการธนาคารเผชิญกับการโจมตีด้วยการฉ้อโกงจำนวนมากขึ้นในปี 2564 เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว สำหรับธนาคารที่มีรายได้ต่อปีเกิน 10 ล้านดอลลาร์ ปริมาณเหตุการณ์การฉ้อโกงโดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 1,977 เป็น 2,320 ต่อเดือน ในปี 2023 รูปแบบการชำระเงินที่ฉ้อโกงโดยไม่ได้รับอนุญาตได้กลายเป็นหนึ่งในข้อกังวลเรื่องการฉ้อโกงทางธนาคารที่สำคัญ ผลกระทบของธุรกรรมดิจิทัลขนาดใหญ่ การโจมตีด้วยการฉ้อโกงที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเกิดขึ้นพร้อมกับกิจกรรมที่เพิ่มขึ้นในธุรกรรมดิจิทัล เช่น ธนาคารบนมือถือ กระเป๋าเงินดิจิทัล และสินเชื่อออนไลน์ การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนี้ได้เพิ่มความเสี่ยงของการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งทำให้เกิดช่องโหว่ในอุตสาหกรรมการธนาคาร แผนการฉ้อโกงเหล่านี้รวมถึง: การซื้อขายบัญชี บัญชีที่ขายมักเป็นของบุคคลที่แยกทางกับบัญชีเหล่านั้นโดยเจตนาหรือโดยไม่รู้ตัว อย่างไรก็ตาม บางบัญชีถูกปลอมแปลงโดยใช้ข้อมูลส่วนบุคคลที่ถูกขโมย การละเมิดข้อมูลประชากรอย่างกว้างขวางทำให้อาชญากรใช้ประโยชน์จากข้อมูลนี้ได้ง่ายขึ้นโดยการสร้างรหัสปลอม เปิดบัญชีธนาคาร และขายในภายหลัง ขายของผิดกฎหมาย. โครงการนี้เกิดขึ้นเมื่อพนักงานธนาคารเสนอใบสมัครบัตรเครดิตให้กับลูกค้าที่คาดหวังของตนอย่างผิดจรรยาบรรณ และส่งใบสมัครที่คล้ายกันสำหรับลูกค้ารายเดียวกันในธนาคารอื่นไปพร้อมๆ กัน แนวทางปฏิบัตินี้คุกคามความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูลลูกค้า การฉ้อโกงใบสมัครออนไลน์ การฉ้อโกงแอปพลิเคชันออนไลน์สามารถแสดงให้เห็นได้หลายวิธี ซึ่งรวมถึงพฤติกรรมหลอกลวงที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบบัญชี การสมัครบัตรเครดิต และการฉ้อโกงจากบุคคลที่หนึ่ง เมื่อผู้มีโอกาสเป็นลูกค้าลงทะเบียนออนไลน์เสร็จแล้ว จะเปิดโอกาสให้ผู้ฉ้อโกงมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่เป็นอันตราย ตัวอย่างเช่น พวกเขาอาจบงการระบบธนาคารโดยการนำเข้าภาพถ่ายจากแกลเลอรี่โทรศัพท์มือถือของพวกเขา และต่อมาแก้ไขเพื่อสร้างข้อมูลระบุตัวตนที่เป็นเท็จ สิ่งสำคัญคือต้องเน้นว่าโดยทั่วไปแล้วระบบธนาคารอนุญาตให้ใช้ภาพถ่ายที่ถ่ายโดยตรงจากกล้องของโทรศัพท์มือถือ มาตรการป้องกัน เพื่อจัดการกับกลโกงประเภทนี้ ธนาคารสามารถทำตามขั้นตอนต่อไปนี้: ใช้ขั้นตอนการรู้จักลูกค้าของคุณ (KYC) ตรวจสอบโปรไฟล์ของผู้มีโอกาสเป็นลูกค้าอย่างละเอียด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระหว่างการเปิดบัญชี ทำให้การยืนยันตัวตนเป็นข้อกำหนดบังคับ ...

อ่านเพิ่มเติม...

เปิดเผยแนวทางปฏิบัติในการซื้อขายบัญชีธนาคาร

แนวทางปฏิบัติในการซื้อขายผ่านบัญชีธนาคารกำลังเพิ่มมากขึ้นในอินโดนีเซีย ซึ่งหลอกหลอนภาคธนาคารในท้องถิ่น วิธีการดำเนินการนี้แพร่กระจายและกลายเป็นภัยคุกคามที่น่ากลัว โดยทั่วไปแนวทางปฏิบัตินี้รวมถึงการขโมยข้อมูลระบุตัวตน การปลอมแปลงบัตรประจำตัวโดยฉ้อฉล และแม้กระทั่งการมีส่วนร่วมของผู้ถือบัญชีที่ถูกต้องตามกฎหมายโดยไม่ได้ตั้งใจ กรณีล่าสุดในประเทศอินโดนีเซียได้มีการเน้นย้ำถึงปัญหานี้เมื่อมีการปล้นธนาคารครั้งใหญ่ซึ่งมีมูลค่ารวมสูงถึง 5.1 พันล้านรูเปียห์ เกิดขึ้นจากการสร้างบัญชีปลอมหลายบัญชีโดยใช้ข้อมูลระบุตัวตนที่ถูกขโมย การซื้อขายผ่านบัญชีธนาคารเกิดขึ้นได้อย่างไร การซื้อขายผ่านบัญชีธนาคารมักเริ่มต้นด้วยการขโมยข้อมูลประจำตัว ซึ่งทำได้สำเร็จด้วยวิธีการที่ผิดกฎหมายหรือกิจกรรมฉ้อโกง ในระหว่างขั้นตอนการสร้างบัญชีธนาคาร ผู้กระทำผิดจะแทนที่รูปถ่ายบนบัตรประจำตัวที่ถูกขโมย และหลอกลวงเจ้าหน้าที่ธนาคารให้เปิดบัญชีในชื่อของเหยื่อ ด้วยบัญชีดังกล่าว บุคคลเหล่านี้สามารถปกปิดรายได้จากกิจกรรมที่ผิดกฎหมายของตนได้โดยที่เจ้าหน้าที่ไม่สามารถตรวจพบได้ง่าย วิธีการดำเนินการนี้มักถูกใช้โดยองค์กรฟอกเงิน เครือข่ายการพนันออนไลน์ การดำเนินการซื้อขายที่ผิดกฎหมาย และกิจกรรมทางอาญาอื่นๆ ตามแหล่งข่าว บัญชีธนาคารส่วนใหญ่ที่มีสำหรับการซื้อนั้นถูกสร้างขึ้นโดยใช้ข้อมูลส่วนบุคคลที่ถูกขโมย อย่างไรก็ตาม ยังมีกรณีที่เจ้าของบัญชีเลือกที่จะขายบัญชีของตนหลังจากถูกล่อลวงด้วยค่าตอบแทนทางการเงิน โดยมักไม่รู้ว่าพวกเขากำลังมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย บัญชีที่สร้างด้วยข้อมูลที่ถูกขโมยจะถูกขายอย่างเสรีผ่านโซเชียลมีเดียและแพลตฟอร์มการซื้อขายออนไลน์ ผู้ซื้อจะได้รับบัตร ATM และสมุดออมทรัพย์ในชื่อบัญชีที่ซื้อ ความพยายามในการลดผลกระทบของธนาคาร การซื้อขายผ่านบัญชีธนาคารไม่เพียงแต่ส่งผลเสียต่อเจ้าของบัญชีเท่านั้น แต่ยังทำลายชื่อเสียงของธนาคารที่ออกบัญชีเหล่านี้ด้วย เป็นผลให้ธนาคารได้ใช้นโยบายและขั้นตอนต่างๆ เพื่อป้องกันการฉ้อโกงดังกล่าว หนึ่งในขั้นตอนเหล่านี้เรียกว่าการรู้จักลูกค้าของคุณ (KYC) ขั้นตอน KYC เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบอย่างเข้มงวดต่อผู้มีโอกาสเป็นลูกค้าและการติดตามธุรกรรมของลูกค้า ธนาคารดำเนินการระบุและตรวจสอบตัวตนของลูกค้า รวมถึงหมายเลขบัตรประจำตัว สถานที่และวันเดือนปีเกิด และที่อยู่อาศัย หลังจากที่บัญชีเปิดใช้งาน ธนาคารจะสุ่มตรวจสอบธุรกรรมของลูกค้าเพื่อตรวจจับรูปแบบที่น่าสงสัยหรือกิจกรรมที่ผิดปกติ เช่น ธุรกรรมขนาดใหญ่จำนวนมากที่เกิดขึ้นพร้อมกันในบัญชีเดียว หากธนาคารตรวจพบกิจกรรมที่น่าสงสัย พวกเขาจะเริ่มการตรวจสอบบัญชีทันที และหากจำเป็น พวกเขาอาจจะบล็อกมันด้วยซ้ำ มาตรการเหล่านี้ถูกนำมาใช้โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาความสมบูรณ์ของระบบธนาคารและปกป้องลูกค้าจากกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับบัญชีที่เป็นอันตราย นอกเหนือจากความพยายามภายในเหล่านี้แล้ว สิ่งสำคัญคือต้องจำไว้ว่าสาธารณะมีบทบาทสำคัญในการช่วยเปิดเผยและรายงานการกระทำที่ผิดกฎหมายดังกล่าว ซึ่งรวมถึงการรายงานต่อตำรวจ หน่วยงานทางการเงิน หน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภค และแม้กระทั่งการใช้แพลตฟอร์มการรายงานออนไลน์ เช่น Canary Whistleblowing...

อ่านเพิ่มเติม...