Author - putri

thailand cannabis กัญชาใ

กฎหมายควบคุมกัญชาในประเทศไทย: ภาคธุรกิจมีความพร้อมพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงหรือไม่?

เคยสงสัยหรือไม่ว่าธุรกิจในประเทศไทยกำลังปรับตัวให้เข้ากับนโยบายกัญชาเสรี และภาคธุรกิจต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้อย่างไร? การริเริ่มนโยบายกัญชาเสรีในประเทศไทยถือเป็นความท้าทายใหม่ และถือเป็นผู้นำในปรับเปลี่ยนความผิดด้านอาชญากรรมเกี่ยวกับการครอบครองและการใช้กัญชาในอดีต ตลอดจนการกำหนดกฎระเบียบที่เข้มงวดยิ่งขึ้น หากพบการกระทำผิด ซึ่งถือเป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งในเชิงธุรกิจ อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ยังมีคำถามหนึ่งที่น่าสนใจคือ เพราะอะไรการตรวจสารเสพติดจึงมีความสำคัญมากขึ้นสำหรับธุรกิจ?  ประเทศไทยซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นแนวหน้าของการพยายามลดความผิดฐานอาชญากรรมของการใช้งานกัญชาในเอเชีย และกำลังอยู่ในช่วงที่อาจเกิดความพลิกผลันด้านกฎหมายอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งในช่วงปลายปี พ.ศ. 2565 ที่ผ่านมาประเทศไทยได้ประกาศตัวอย่างเป็นทางการถึงการเป็นผู้นำร่องในเอเชียที่มีการยกเลิกโทษฐานทางอาญาของการใช้กัญชาในวัตถุประสงค์เพื่อการผ่อนคลายส่วนบุคคล ซึ่งความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายเพื่อลดอัตราการเกิดอาชญากรรม ดึงดูดนักท่องเที่ยว และเพิ่มรายได้จากภาษีรูปแบบใหม่ อย่างไรก็ตาม ภายหลังการเลือกตั้งและได้มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ในประเทศไทย ได้มีการส่งสัญญาณถึงการปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์การใช้กัญชาให้มีความเข้มงวดมากขึ้น โดยมุ่งเน้นที่การอนุญาตให้ใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการแพทย์เท่านั้น ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นเพียงข้อกำหนดที่ถูกคาดการณ์ไว้ ซึ่งจำเป็นจะต้องมีการประเมินแนวทางปฏิบัติในการออกกฎระเบียบใหม่ของการจ้างงาน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการตรวจสารเสพติดอย่างละเอียดในผู้ที่มีโอกาสถูกว่าจ้างเข้ามาเป็นพนักงานของบริษัท  กระทรวงสาธารณสุขยังได้นำเสนอกฎหมายใหม่ โดยมีการเพิ่มค่าปรับเป็นจำนวนตัวเลขที่สูงขึ้น และโทษจำคุกที่อาจเกิดขึ้น หากบุคคลนั้นถูกจับกุมในข้อหาใช้กัญชาเพื่อความบันเทิง สิ่งนี้ทำให้นายจ้าง หรือบริษัทต่างๆ จำเป็นต้องมีความรับผิดชอบมากขึ้นในการตรวจสอบพนักงานของบริษัท เพื่อให้แน่ใจว่าพนักงานยังคงปฏิบัติตามข้อกำหนดของกฎหมายที่มีการเปลี่ยนแปลง และเพิ่มบทลงโทษตามที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น เพราะอะไรการตรวจหาสารเสพติดจึงมีความสำคัญ การใช้เกณฑ์การตรวจสอบสารเสพติดแบบครอบคลุมกลายเป็นมาตรการเชิงรุกในหลายบริษัทเพื่อปกป้องธุรกิจจากภาวะแทรกซ้อนทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต และเพื่อกำชับให้พนักงานปฏิบัติตามกฎหมาย ซึ่งอาจทำได้ในหลายช่วงเวลาไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบก่อนการจ้างงาน หรือภายหลังการถูกว่าจ้างแล้ว เพื่อให้อยู่ในกฎเกณฑ์ของการปฏิบัติงาน บริษัทอาจมีการบริหารขั้นตอนการตรวจสารเสพติดเป็นหนึ่งในสวัสดิการการตรวจสุขภาพประจำปี การตรวจประจำไตรมาส หรือตามกำหนดดังที่ฝ่ายบริหารเห็นแก่สมควร การดำเนินการให้เป็นไปตามมาตรฐานดังกล่าวยังช่วยให้ประกันสุขภาพที่ทางบริษัทจัดทำให้ลูกจ้าง ได้รับความคุ้มครองที่ครอบคลุมและเป็นไปตามข้อกำหนดของทางบริษัทประกันมากขึ้น นอกเหนือจากการพิจารณาทางกฎหมายแล้ว ความปลอดภัยในสถานที่ทำงานยังเป็นข้อกังวลหลักที่ช่วยผลักดันความจำเป็นในการตรวจสารเสพติด ในอุตสาหกรรมต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเครื่องจักรกล  อุตสาหกรรมการขนส่ง หรืออุตสหกรรมที่มีการใช้ความละเอียดอ่อนสูง เช่นชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ หรืออุตสหกรรมอาหาร...

อ่านเพิ่มเติม...
japan whistleblowing ระบบการแจ้

เจาะลึกระบบการแจ้งเบาะแสยุคใหม่ในประเทศญี่ปุ่น: สุดยอคู่มือแห่งยุคสมัย!

ในเดือนมิถุนายนปี 2022 ประเทศญี่ปุ่นเข้าสู่ยุคใหม่แห่งความโปร่งใสและความรับผิดชอบต่อระบบการดำเนินงานภายในองค์กร โดยได้มีการเพิ่มข้อกำหนดด้านระเบียบการเกี่ยวกับ กฎหมายการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส (Whistleblower Protection Act -WPA) กฎระเบียบใหม่เหล่านี้กำหนดให้มีการจัดตั้งระบบการแจ้งเบาะแสการกระทำผิดภายในบริษัท โดยมีจุดประสงค์เพื่อปกป้องพนักงานที่รายงานการกระทำผิด การทุจริต และการละเมิดกฎหมายอื่นๆที่กำหนด ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการก่อตั้ง และยกระดับความซื่อสัตย์ภายในองค์กรของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งรวมถึงธุรกิจของญี่ปุ่นที่ดำเนินกิจการในต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทของญี่ปุ่นในประเทศไทย ข้อบังคับกฎหมายเพื่อการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส ข้อสำคัญของกฎหมายคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส  (WPA) ที่ได้รับการปรับปรุงคือการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่มุ่งเน้นให้ความสำคัญของความซื่อสัตย์ และให้อำนาจแก่พนักงานในการรายงานการกระทำผิดโดยไม่ต้องเกรงกลัวว่าจะถูกตำหนิ หรือกังวลถึงผลกระทบด้านอื่นๆ ที่สืบเนื่องจากการแจ้งเบาะแส และยังกำหนดให้บริษัทที่มีจำนวนพนักงานมากกว่า 300 คนขึ้นไป มีความจำเป็นที่จะต้องสร้างระบบการแจ้งเบาะแสภายในในองค์กร และในขณะเดียวกันการใช้ระบบการแจ้งเบาะแสยังคงถูกแนะนำในกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองข้อมูลของผู้แจ้งเบาะแสอีกด้วย นอกจากนี้ประเทศญี่ปุ่นยังเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นต่อการสร้างความโปร่งใสภายในองค์กรและการดำเนินธุรกิจตามหลักธรรมาภิบาล โดยการบังคับให้บริษัทต่างๆ สร้างระบบการแจ้งเบาะแสการกระทำผิดภายในองค์กร โดยข้อกำหนดนี้ไม่เพียงแต่ส่งเสริมการกำกับดูแลกิจการ แต่ยังช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นของนักลงทุนและยังส่งเสริมการเติบโตที่ยั่งยืนทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อช่วยให้การปรับใช้ระบบแจ้งเบาะแสเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพในธุรกิจต่างๆ ทางสำนักงานกิจการผู้บริโภค (Consumer Affairs Agency - CAA) ได้ออกแนวทางปฏิบัติที่ครอบคลุม โดยได้นำเสนอข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการแต่งตั้งบุคลากรผู้รับผิดชอบการรับเรื่องรายงาน การจัดตั้งระบบภายใน การคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส และรับรองกระบวนการทำงานของกลไกระบบการแจ้งเบาะแส ในขณะเดียวกันยังได้มีการกำหนดขอบเขตการปฏิบัติตามกฎระเบียบและให้มีความยืดหยุ่นของระบบ เพื่อให้เป็นที่รับทราบว่าระบบการแจ้งเบาะแสอาจมีความแตกต่างกันไปตามปัจจัยขององค์กรและความคาดหวังทางสังคมของแต่ละพื้นที่ ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต ผลกระทบต่อธุรกิจญี่ปุ่นในประเทศไทย ประเทศไทยถือเป็นประเทศที่มีรากฐานธุรกิจจากประเทศญี่ปุ่นเป็นจำนวนมาก โดยมีการแลกเปลี่ยนรูปแบบทวิภาคีในเชิงธุรกิจที่แข็งแกร่งและมีความยืดหยุ่น การดำเนินการตามกฎระเบียบการแจ้งเบาะแสของประเทศญี่ปุ่นมีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบกับบริษัทญี่ปุ่นที่ดำเนินธุรกิจอยู่ในประเทศไทย ซึ่งธุรกิจเหล่านี้จำเป็นต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับข้อกำหนดใหม่เพื่อให้มั่นใจว่ามีการจัดตั้งกลไกของระบบการแจ้งเบาะแสที่มีประสิทธิภาพภายในบริษัทที่อยู่ใต้เครือข่ายการบริหารธุรกิจจากประเทศญี่ปุ่นและมีบริษัทสาขาอยู่ในประเทศไทย ซึ่งรวมถึงการแต่งตั้งบุคลากร การสร้างระบบภายใน...

อ่านเพิ่มเติม...
pdpa thailand

แนวทางปฏิบัติในการป้องกันข้อมูล: ผลกระทบของการบังคับใช้กฎหมาย PDPA เพิ่มเติมที่มีต่อบุคคลและธุรกิจในประเทศไทย

ในยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีเชื่อมโยงข้อมูลเข้าด้วยกัน การปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลกลายเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง กฎหมายพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (Personal Data Protection Act หรือ PDPA) จึงถือกำเนิดขึ้นและมีผลบังคบใช้ในประเทศไทยเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2565 PDPA เป็นก้าวสำคัญในการยกระดับความปลอดภัยของข้อมูลและปกป้องสิทธิส่วนบุคคลของผู้เป็นเจ้าของข้อมูล ผลกระทบของ PDPA ต่อความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและธุรกิจ PDPA ไม่ได้กำหนดเพียงมาตรฐานความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลเท่านั้น แต่มีบทบัญญัติที่ส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลและแนวทางปฏิบัติในการจัดการข้อมูลดังกล่าวอีกด้วย  ภายใต้ PDPA เจ้าของข้อมูลมีอำนาจควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลของตนเองมากขึ้น ตั้งแต่ข้อมูลขั้นพื้นฐานไปจนถึงข้อมูลละเอียดอ่อนที่สามารถระบุถึงตัวตนได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น บันทึกทางการแพทย์ ศาสนา และประวัติอาชญากรรม ปัจจุบันธุรกิจต่าง ๆ ต้องมีมาตรการจัดการข้อมูลส่วนบุคคลที่เข้มงวดและรัดกุมยิ่งขึ้นตามคำสั่งของหน่วยงานกำกับดูแล โดยจำเป็นต้องได้รับความยินยอมเป็นลายลักษ์อักษร (Consent Letter) จากเจ้าของข้อมูลก่อนกระทำการรวบรวม จัดเก็บ เผยแพร่ หรือกำจัดข้อมูลใด ๆ จดหมายยินยอมนี้ต้องระบุวัตถุประสงค์ในการประมวลผลข้อมูลอย่างชัดเจน เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและแสดงถึงความรับผิดชอบขององค์กรที่มีต่อข้อมูลเหล่านั้น นอกจากนี้ ธุรกิจต่างๆ ต้องจัดทำนโยบายการปกป้องข้อมูลที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับการดำเนินงานของบริษัท นโยบายเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นกรอบการทำงานเพื่อให้มั่นใจว่ามีการปฏิบัติตามกฎหมาย PDPA โดยเน้นที่การควบคุมการเข้าถึงข้อมูล การตรวจสอบ และความพร้อมในการตรวจสอบรายงานตามข้อกำหนด  สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Personal Data...

อ่านเพิ่มเติม...
media search การค้นหาประวัติผ่านสื่อ

เมื่อการค้นหาผ่านสื่อเผยประวัติอาชญากรรมที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง CV ของผู้สมัครงาน

ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับภูมิหลังของผู้สมัครถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากในโลกแห่งการจ้างงานยุคปัจจุบันเนื่องจากบริษัทส่วนใหญ่ต้องการความมั่นใจว่าพวกเขากำลังจ้างบุคคลที่น่าเชื่อถือและมีประวัติที่ดี CV คือประวัติโดยย่อ เป็นเอกสารสำคัญที่มีเนื้อหาข้อมูลของผู้สมัคร ในด้านประสบการณ์การทำงาน ทักษะ และการศึกษา อย่างไรก็ตาม จะเกิดอะไรขึ้นหากเบื้องหลัง CV ที่โดดเด่นนั้นมีประวัติอาชญากรรมที่นายจ้างพึงระวังแอบแฝงอยู่? การค้นหาผ่านสื่อ: การเจาะลึกข้อมูลดิจิทัล ในยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีพัฒนาไปไกล ผู้คนจำนวนมากมักทิ้งร่องรอยทางดิจิทัล หรือ digital footprints ในอดีตผ่านกิจกรรมบนสื่อโซเชียลมีเดีย เช่น การโพสต์ การโต้ตอบ การแสดงความคิดเห็น หรือแม้แต่ข่าวที่เกี่ยวกับตัวพวกเขาเอง บทความในบล็อก รวมถึงข้อมูลสาธารณะอื่น ๆ ซึ่งนายจ้างสามารถใช้ข้อมูลกิจกรรมเหล่านี้เพื่อพิจารณาการจ้างงาน การค้นหาประวัติผ่านสื่อสามารถช่วยเปิดเผยประวัติอาชญากรรมได้อย่างไร การค้นหาประวัติผ่านสื่อ ช่วยให้นายจ้างตรวจสอบผู้สมัครในเชิงลึกกว่าการตรวจสอบแบบดั้งเดิม โดยรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องจากทั้งสื่อออนไลน์และออฟไลน์ จากนั้นจึงวิเคราะห์และจัดเรียงข้อมูลอย่างครอบคลุม เพื่อให้ภาพรวมที่ชัดเจนเกี่ยวกับประวัติของผู้สมัครงาน ยกตัวอย่างเช่น ในระหว่างการค้นหาประวัติผ่านสื่อ อาจค้นพบข้อมูลที่น่าสนใจของผู้สมัครงาน เช่น ข่าวสาธารณะเกี่ยวกับคดีอาญา ในกรณีดังกล่าว ขั้นตอนต่อไปคือการดำเนินการตรวจสอบเพิ่มเติมอย่างละเอียดเพื่อยืนยันความเกี่ยวข้องกับผู้สมัครงาน นอกจากนี้ ยังต้องตรวจสอบสถานะของผู้สมัครงานในคดีนั้น ๆ ว่าเป็นผู้ต้องสงสัย โจทก์ จำเลย หรือพยาน ในบางกรณี การค้นหาประวัติผ่านสื่ออาจเผยให้เห็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับผู้สมัครงาน เช่น บันทึกของคดีโจรกรรม เพื่อยืนยันความถูกต้องของข้อมูลนี้ จำเป็นต้องตรวจสอบเพิ่มเติมโดยค้นหาผ่านข้อมูลของศาล กระบวนการตรวจสอบนี้จะช่วยยืนยันว่าผู้สมัครงานมีส่วนเกี่ยวข้องในคดีดังกล่าวหรือไม่ และหากเป็นเช่นนั้น ผลลัพธ์สุดท้ายของคดีคืออะไร...

อ่านเพิ่มเติม...
whistleblowing system ระบบการแจ้งเบาะแส

ระบบการแจ้งเบาะแส และคำสั่งการแจ้งเบาะแสการกระทำผิดของสหภาพยุโรป: หลักเกณฑ์สำคัญในการแจ้งเบาะแส 3 ประการ

ระบบแจ้งเบาะแสการกระทำผิดเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการตรวจจับและเปิดเผยกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย รวมถึงการทุจริตและการฉ้อโกง อย่างไรก็ตาม บริษัทจำเป็นจะต้องคำนึงถึงปัจจัยดังต่อไปนี้เพื่อให้การตรวจสอบมีประสิทธิภาพสูงสุดของระบบการแจ้ง การสื่อสารเพื่อสร้างความตระหนักรู้ การรักษาความลับ และการเข้าถึงระบบการรายงานได้ง่าย เป็นปัจจัยหลักของระบบการแจ้งเบาะแส ที่ทราบกันโดยทั่วไป ซึ่งนอกจากปัจจัยทั้งสามนี้แล้ว องค์กรยังต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดอื่น ๆ เพื่อให้แน่ใจว่าระบบการรายงานทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ คำสั่งระบบการแจ้งเบาะแสการกระทำผิดของสหภาพยุโรป ซึ่งมีการกำหนดบทบัญญัติต่าง ๆ ที่รัฐสมาชิกของสหภาพยุโรป (EU) จำเป็นต้องปฏิบัติตามเพื่อสร้างระบบการคุ้มครองพื้นฐานแก่ผู้แจ้งเบาะแสหรือผู้ให้ข้อมูล และสนับสนุนให้บุคคลร่วมรายงานซึ่งรวมถึงการล่วงละเมิด ความรุนแรง และการประพฤติมิชอบ ซึ่งบทบัญญัติเหล่านี้ได้แก่: การอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงช่องทางการรายงาน ทั้งในรูปแบบวาจาและแบบลายลักษณ์อักษร องค์กรจำเป็นต้องสร้างช่องทางที่หลากหลายในการรายงานเพื่อให้ผู้แจ้งเบาะแส สามารถส่งรายงานได้ทั้งทางวาจา ลายลักษณ์อักษร หรือทั้งสองรูปแบบ หนึ่งในตัวเลือกที่เป็นที่นิยมสูงสุดในการแจ้งเบาะแสคือ การแจ้งผ่านช่องทางโทรศัพท์สายด่วน ที่จัดทำขึ้นเพื่อการแจ้งเบาะแสโดยเฉพาะระบบการรายงานออนไลน์บนเว็บไซต์ หรือช่องทางอื่น ๆ ได้แก่ SMS ไปรษณีย์ และระบบแชตออนไลน์ นอกจากนี้ช่องทางเหล่านี้แล้ว ระบบจะต้องเข้าถึงได้ง่ายและเป็นมิตรต่อผู้ใช้งาน ตัวอย่างเช่น ระบบมีการผสมผสานการรายงานได้หลากหลายภาษา สร้างความมั่นใจในความปลอดภัยและการเก็บรักษาความลับตัวตนของผู้ที่ที่เกี่ยวข้อง หากองค์กรใช้บริการจากบุคคลที่สามเพื่อจัดการให้มีระบบการแจ้งเบาะแสจะต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าบุคคลที่สามมีความสามารถในการสนับสนุนการรายงานแบบไม่ระบุตัวตนโดยจะต้องไม่เป็นอุปสรรคต่อกระบวนการสอบสวน การประมวลผลข้อมูลภายใต้ GDPR (General Data Protection Regulation) ระบบแจ้งเบาะแสจะต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่า นโยบายการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลและการเก็บรักษาข้อมูล เป็นไปตามระเบียบการคุ้มครองข้อมูลทั่วไป...

อ่านเพิ่มเติม...

Let’s make chocolate!

กิจกรรมงานฉลองครบรอบ 21 ปีของ อิเทกริตี้เอเชีย ไม่ได้จัดแค่ที่จาการ์ตา-อินโดนีเซียเท่านั้น แต่ทีมในภูมิภาคอื่นๆ เช่น ทีมประเทศไทยก็มีกิจกรรมสนุกๆทำร่วมกันเช่นกัน  ในการเฉลิมฉลองครั้งนี้ ทีมมารวมกันในตอนบ่ายเพิ่มจะไปทำช็อคโกแลตด้วยกันที่โรงแรม  S/O กิจกรรมครั้งนี้ทำที่ Chocolab ซึ่งเป็นคาเฟต์ที่สอนการทำช็อคโกแลตโดยเฉพาะ  ภายใต้การชี้แนะของเชฟปิติ แสงมณี ทีมได้เรียนรู้การทำช็อคโกแลตในแต่ละขั้นตอนอย่างละเอียด รวมถึงได้ลงมือทำช็อคโกแลตรูปแบบต่างๆของตัวเองอีกด้วย ในตอนที่ทำช็อคโกแลตแต่ละคนก็ต่างปล่อยของ รังสรรค์ผลงานของตัวเอง และก็สนุกสนานกันอย่างเต็มที่ การทำกิจกกรมครั้งนี้ถือเป็นการร่วมฉลองวันเกิดให้กับ อินเทกริตี้โดยที่สมาชิกในทีมได้มารวมกันหลังจากที่ต้องทำงานแบบ hybrid มากว่า 2 ปี เนื่องจากสถาณการณ์โควิด ไม่ต้องสงสัยเลยว่ากิจกรรมพิเศษนี้ช่วยสานสัมพันธ์และเสริมความแข็งแกร่งของทีมได้เป็นอย่างดี และพวกเราก็ตั้งตารอที่จะเติบโตและก้าวเดินไปกับอินเทกริตี้ในทุกๆปี

อ่านเพิ่มเติม...

เก็บเกี่ยวโอกาสทางธุรกิจที่ดีขึ้นด้วยการทำ ESG Due Diligence

ในขณะที่ได้มีการกำหนดให้วันที่ 5 มิถุนายน ของทุกๆ ปี เป็นวันสิ่งแวดล้อมโลก ในปี พ.ศ. 2565 นี้ ได้มาพร้อมกับแนวคิดใหม่คือ “โลกมีเพียงใบเดียว” (Only One Earth) ซึ่งเป็นแนวคิดที่สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงทางสิ่งแวดล้อมในระดับโลก แนวคิดนี้ส่งผลให้ภาคธุรกิจเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เนื่องจากพบว่ามีบริษัทจำนวนมากขึ้นที่กำลังพยายามลดผลกระทบที่บริษัทมีต่อสิ่งแวดล้อม โดยหลายบริษัทที่มีส่วนในการดำเนินธุรกิจที่ส่งผลกระทบสูง เช่น การแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการใช้โมเดลธุรกิจเพื่อความยั่งยืน ซึ่งเป็นโมเดลที่ยึดมั่นในการมีความรับผิดชอบในระดับที่สูงขึ้น ทั้งต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) ความท้าทายและปัจจัยผลักดัน หากให้ยกตัวอย่างในด้านของสิ่งแวดล้อมนั้น หนึ่งในบริษัทธุรกิจพลังงานแบบผสมผสานของอินโดนีเซีย ได้พิจารณาการสร้างบริษัทที่มีนวัตกรรมที่ก้าวหน้ามากขึ้น เพื่อที่จะก้าวไปสู่อนาคตที่มีความยั่งยืนยิ่งขึ้น โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการมุ่งเน้นไปที่การมีความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี พ.ศ. 2603 และในด้านของสังคมนั้น ทางธุรกิจมีเป้าหมายที่จะเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ชุมชน ทั้งในรูปแบบที่ไม่เคยมีมาก่อนและในรูปแบบระยะยาว อย่างไรก็ตาม เป้าหมายเหล่านี้จะไม่สามารถประสบผลสำเร็จได้ หากขาดการมีบทบาทที่สำคัญในบรรษัทภิบาลของบริษัท เมื่อคำนึงถึงอุตสาหกรรมการสกัดเชื้อเพลิงฟอสซิลที่มีอยู่แล้วนั้น อุตสาหกรรมเหล่านี้เป็นเป้าหมายที่เด่นชัดและต้องใช้ความพยายามเป็นอย่างสูงสำหรับประเทศกำลังพัฒนา ถึงกระนั้นการเปลี่ยนแปลงไปสู่โมเดลธุรกิจเพื่อความยั่งยืนมากขึ้นด้วยการยึดมั่นใน ESG ที่แข็งแกร่งนั้นได้เติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่เพียงแต่ในประเทศที่พัฒนาแล้วเท่านั้น แต่ยังรวมถึงในประเทศกำลังพัฒนาด้วย ด้วยต้นทุนด้านพลังงานที่สูงขึ้นซึ่งคาดว่าจะแตะระดับสูงสุดใหม่ในปี พ.ศ. 2565 นี้ อันเป็นผลมาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจหลังสถานการณ์โควิด-19...

อ่านเพิ่มเติม...

ประเทศไทย HR ฟอรั่ม 2018

บริษัท อินเทกริตี้ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมออกบูธที่งาน “Thailand HR Forum 2018” ระหว่างวันที่ 17-18 กรกฎาคม 2561 ซึ่งจัดขึ้นที่ Centara Grand at Central Ladprao, กรุงเทพฯ ทีมฝ่ายขายของบริษัท อินเทกริตี้ (ประเทศไทย) จำกัด ได้พบปะลูกค้าเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการป้องกันความเสี่ยงงานด้านบุคคลในหัวข้อ “Pre-Employment Screening” โดยเปิดโอกาสให้ผู้เยี่ยมชมบูธได้ร่วมพูดคุยถึงแนวทางในการลดความผิดพลาดในการจ้างคนผิด ช่วยเพิ่มความถูกต้องแม่นยำในการจ้างคน และลดความเสี่ยงในการเกิดการทุจริต การลักขโมย การล่วงละเมิดทางเพศ และปัญหาอื่นๆในที่ทำงาน ซึ่งเป็นหัวข้อที่ได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมเป็นอย่างมาก บริษัท อินเทกริตี้ (ประเทศไทย) จำกัด ได้แนะนำบริการการตรวจสอบประวัติบุคคลก่อนรับเข้าทำงาน (Pre-Employment Screening) เช่น การตรวจสอบประวัติการศึกษา การตรวจสอบประวัติการทำงาน การตรวจสอบประวัติอาชญากรรม การตรวจสอบประวัติทางคดีแพ่ง การตรวจสอบใบอนุญาต การตรวจสอบบุคคลอ้างอิง เป็นต้น ทางบริษัทฯ ยังได้แนะนำแอพพลิเคชั่นใหม่ PRISMA ระบบตรวจสอบประวัติบุคคลออนไลน์...

อ่านเพิ่มเติม...